เอกยุทธ อัญชันบุตร ....เหี้ยยังเรียกพ่อ

<< < (2/3) > >>

adedej:
เชิญอ่านประวัติเหี้ยๆของมัน

************************

เอกยุทธ อัญชันบุตร ดินที่ถูกปั้นให้เป็นดาวแล้วก็กลายเป็นธุลี


เรื่องเอกยุทธ อัญชันบุตร นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาหลายปีพอสมควร เมื่อครั้งสมัยแชร์ชาร์เตอร์นั้น ก็เป็นครั้งที่ทุกคนพากันงงงวยว่า คนชื่อเอกยุทธ นั้นเริ่มต้น มาอย่างไร? และมีฤทธิ์เดชหรืออิทธิฤทธิ์ประการใด ถึงสามารถหมุนเงินได้ถึงพันกว่าล้านบาท เพียงแค่อายุ 29 ปีเท่านั้น

เรื่องของเอกยุทธนั้น เป็นอีกบทเรียนหนึ่ง ให้เห็นถึงช่องว่างของสังคมไทย ที่มี และชี้ให้เห็นถึงความไม่มีจรรยาบรรณของคนไทย ทั้งผู้ใหญ่หัวหงอกและเด็กหัวดำๆ ในด้านธุรกิจ ตลอดจนความโลภของมนุษย์ซึ่งเป็นสันดาน และเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เกิด เรื่องชาร์เตอร์ เลยไปถึงความไม่เอาถ่านของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

เอกยุทธ อัญชันบุตร และสหายเป็นเพียงรูปธรรมหนึ่ง ในอีกมากมาย ที่เกิดขึ้นในยุคของสังคมที่มองไม่เห็นอนาคตของประเทศนี้

"ถ้าคนไทยยอมรับสภาพให้คนหนุ่มที่มีความ รู้ความสามารถเข้ามาบริหารเสียบ้างก็ดี... "

เอกยุทธ อัญชันบุตร ให้สัมภาษณ์นิตยสารไฮคลาส ฉบับเดือนธันวาคม 2527

29 ปี ถ้าเป็นต้นไม้ก็ต้องถือว่าอายุมากพอสมควร

ถ้าเป็นคนก็ต้องนับว่า น่าจะบวชเรียน มีครอบครัวได้แล้ว

แต่ถ้าเป็นการทำงานก็ต้องนับว่าวัยอยู่ในระหว่างการเริ่มต้น

สำหรับเอกยุทธ อัญชันบุตร นั้นในวัย 29 ปีก็ต้องยอมรับว่าสังคมไทยได้ให้โอกาสทำงานอย่างเต็มที่แล้ว

ในวัย 29 ปีของคนหนุ่มทั่วๆ ไปไม่ว่าจะมีการศึกษาสูงแค่ไหนก็ตามโอกาสที่จะได้จับเงินพันกว่าล้านบาทนั้นคงมีไม่กี่คน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินนั้นเป็นเงินของประชาชนทั้งหมด!

แต่เอกยุทธและสหายก็พลาดไปอีกเหมือนกับหลายๆ คนที่พลาดไปก่อน หน้านี้!

หรืออาจจะเป็นเพราะว่า เอกยุทธ และสหายต่างก็รู้ว่าจุดจบของตัวเอง จะต้องเป็น เช่นไรอยู่แล้ว แต่เรื่องข้างหน้าไม่สำคัญหรอกขอเล่นไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าพลาดก็พลาด ไปติดคุกไม่กี่ปีก็ออกมา

คนไทยเป็นคนลืมง่ายอยู่แล้ว ไม่กี่ปีหรอกเรื่องมันก็คงเงียบไป ถึงตอนนั้นขอให้มีเงินติดตัวเสียอย่าง เกียรติยศและศักดิ์ศรีมันก็เข้ามาเอง

เพราะสังคมไทยมันเป็นสังคมที่วัดค่านิยมกันที่ใครมีเงินเท่าไรอยู่แล้ว คุณงาม ความดีนั้นไม่มีใครเขาพูดกันหรอก

เรื่องของเอกยุทธ อัญชันบุตร และสหายกับประชาชนจึงเกิดขึ้น !

เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างความโลภกับความฉลาดเฉลียวในการโกงประชาชนของคนกลุ่มหนึ่ง

เมื่อสังคมมีคนโลภอยากได้ผลประโยชน์มากๆ สังคมนั้นมันก็ต้องมีคนที่คิดหาวิธีให้ผลประโยชน์โดยไม่ยอมรับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้น

เรื่องราวของเอกยุทธ อัญชันบุตร และสหายที่มาในนามของ "แชร์ชาร์เตอร์ " จึงไม่ใช่ของใหม่ในสังคมไทยและก็คงจะไม่ใช่รายสุดท้ายเช่นกัน ตราบใดที่สังคมเรายังคงเป็นสังคมคนกินคนและสังคมที่เทิดทูนผลประโยชน์อยู่เหนือสิ่งอื่นใด

ทศวรรษนี้เป็นยุคที่สร้างคนหนุ่มหลายคนให้เกิดขึ้นในวงการธุรกิจระดับต่างๆ มากหน้าหลายตา ภาวะการครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามดรรชนีรายได้ของผู้ผลิตรายใหญ่ เป็นตัวกำหนดให้ผู้ที่ไร้สวัสดิการจากรัฐดิ้นรนเพื่อแสวงหาเสาหลักแห่งชีวิตของตนเองด้วยกำลังที่มีอยู่ทั้งหมด คนหนุ่มคนหนึ่งในวัยเพียง 29 ปีถีบทะยานตัวเองขึ้นมาอยู่บนผิววงการนักเล่นเงินระดับชาติได้ ด้วยความสามารถ และโอกาสอันน่าทึ่งสำหรับสายตาของนักธุรกิจระดับอาวุโสอีกหลายคน เขาถูกเฝ้าจับตามองเส้นทางเดินที่นับวันก็โลดแล่นไปข้างหน้าบนโค้งถนนธุรกิจการเงินและโครงการระดับใหญ่ที่ใช้ระบบบริหารระดับชาติ พร้อมกับความฉงนฉงายในที่มาและโอกาสที่ผู้แข่งขันอีกหลายๆ คนพลาด

คำถามนั้นคือ "เขาเป็นใคร? ก้าวมาจากไหน? "

นิตยสารไฮคลาส ฉบับเดียวกัน

เอกยุทธ เป็นใครมาจากไหนนั้นเป็นเรื่องที่มีแนวทางหลายกระแส แต่โดยสรุปจากหลายๆ แห่งแล้ว ตระกูลเอกยุทธเป็นคนชั้นกลางที่ไม่ได้มีมรดกตกทอดหรือเกี่ยวดองกับบรรดาเจ้าสัว ใดๆ ทั้งสิ้น

พ่อของเอกยุทธหรือร้อยตรีแปลก อัญชันบุตร ซึ่งเอกยุทธเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นทหารคนสนิทของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เอกยุทธจบแค่ ม.ศ.5 ธรรมดา แล้วก็ไปเรียนราม

จากการที่ตัวเองเป็นคนมีบุคลิกดีและเข้าผู้หลักผู้ใหญ่เก่งก็มีข่าวว่าได้เข้าไปสนิทสนมกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นนักการเมือง เช่น ประยูร สุรนิวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชื่อพรรคชาติประชาธิปไตยของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

เอกยุทธเคยอ้างว่าช่วงนั้นตัวเองเป็นเลขาคณะกรรมาธิการงบประมาณที่ประยูร สุรนิวงศ์ เป็นประธาน แต่ประยูรเองกลับพูดว่า "ผมเป็นเพื่อนกับพ่อเขา เขาไม่ได้ทำอะไรให้หรอกนอกจากเวลาขาดเงินก็มาขอที 300 บาท 500 บาท ผมก็ให้มันไป พอรู้ว่า ตอนหลังนี้หมุนเงินเป็นพันล้านบาทผมเองก็ยังตกใจเลย " ประยูรพูดกับ "ผู้จัดกา " ที่สภาฯ เมื่อถูกถามถึงเรื่องเอกยุทธ

จากคำพูดของเอกยุทธเอง "ตอนปี 21-22 ผมไปเรียนบริหารธุรกิจต่อที่เนบรัสก้า ตอนไปมีเงินอยู่ 1,000 กว่าเหรียญ แต่ก็ทำงานหาเงินตลอด ทำทุกอย่างตั้งแต่ขายไอศกรีมจนถึงทำงานกับนักธุรกิจเป็นการฝึกงานพวกบัญชี พอกลับเมืองไทยมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 100,000 บาท เจอ เพื่อนทำงานเป็นลูกจ้างคอมมอดิตี้ ผมถามว่าทำไมไม่ทำเอง เขาก็ว่าทำยาก ผมเลยลองศึกษาอยู่ 2-3 เดือน ลองไปเป็นลูกค้า พอศึกษาดูก็เห็นว่าไม่ยาก จะลองเปิดดู เปิดครั้งแรกที่ธนาคารเอเชีย ชื่ออินเวสเตอร์เป็นบริษัทที่ผมซื้อต่อเขามา 1 ล้าน เพราะกลุ่มบริหารเดิมเขาขัดแย้งกัน ผมลองเสี่ยงซื้อดู วันเจรจาซื้อผมไม่มีเงินเลยนะ ภายใน 7 วันจะต้องจ่าย 3 แสน ผมไม่รู้จะทำยังไงก็เลยจ่ายเช็คล่วงหน้า 7 วัน พอเข้าไปบริหารวันแรกก็เริ่มดึงคนรู้จักมาเป็นลูกค้า... "

แต่ในวงการยืนยันว่าเอกยุทธมาเริ่มทำงานเป็นพนักงานขายคอมมอดิตี้ให้กับบริษัทแฮลเบอรี่ และก็วนเวียนอยู่ในวงการคอมมอดิตี้ (อ่านล้อมกรอบ "เอกยุทธ เริ่มจากจุดนี้ ")

ชะตาชีวิตในวงการคอมมอดิตี้ทำให้เอกยุทธได้เข้ามารู้จักมักจี่กับคนหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันอีกสองคนในวงการคอมมอดิตี้

คนหนึ่งชื่อ อภิชาติ ศิริโชติบัณฑิต อายุ 26 ปี

อีกคนหนึ่งชื่อเสริมชีพ เจริญชน อายุ 26 ปี เช่นกัน

อภิชาตินั้นเป็นพ่อค้าขายเครื่องบินแต่พ่อมีหุ้นใหญ่ในกิจการคอมมอดิตี้แถวๆ โชคชัย ธุรกิจของตระกูลอภิชาตินั้น ทำพวกโรงงานอาหารสัตว์สยามโภคภัณฑ์แถวๆ บางแค พ่ออภิชาติเลยให้อภิชาติมาเป็นตัวแทนดูแล ส่วนเอกยุทธก็เข้ามาทำงานด้วย

เสริมชีพ เจริญชน บ้านอยู่แถวๆ ซอยปิยะวัตร สุขุมวิท 48 จบวิทยาลัยกรุงเทพ คร่ำหวอดอยู่ในวงการคอมมอดิตี้พอสมควร ก็เข้ามาร่วมด้วย

คนหนุ่มทั้งสามคนที่มีไหวพริบปฏิภาณสูง รวมทั้งคร่ำหวอดในวงการคอมมอดิตี้และมองเห็นว่าจุดอ่อนของคนคอมมอดิตี้คือ "ความโลภ " ประกอบกับวงการคอมมอดิตี้โดยเนื้อแท้แล้วก็ไม่ต่างกว่าการพนันเท่าใด

การล้มของคอมมอดิตี้โดยฝีมือของคนจีนใน ฮ่องกงที่เชิดเงินเป็นสิบๆ หรือร้อยๆ ล้านนั้นมันไม่ยากสำหรับคนหนุ่มสามคนนี้ที่จะมองเห็นหรอก เพียงแต่ว่าจังหวะมันไม่ให้และขาดบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้มันลงตัวเท่านั้นเอง

เพิ่มศักดิ์ จริตงาม อายุ 53 ปี บ้านในกรุงเทพฯ อยู่แถวๆ ซอยพร้อมพรรณ ถนนประชาสงเคราะห์ ดินแดง

เพิ่มศักดิ์เป็นคนใต้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้เขาเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อมีเลือกตั้งใหม่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มศักดิ์สังกัดพรรคชาติประชาธิปไตยของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลงเลือกตั้งที่นครศรีธรรมราช แต่เพิ่มศักดิ์สอบตก

เผอิญเพิ่มศักดิ์ จริตงาม กับร.ต.แปลก อัญชันบุตร เป็นเพื่อนรักกันมาก่อน

เอกยุทธเรียกเพิ่มศักดิ์ว่า อาเพิ่ม

และก็จากสายสัมพันธ์ระหว่างหลานเอกยุทธกับอาเพิ่มนี่แหละก็คือประตูทางการเมืองที่เปิดให้เอกยุทธได้เดินเข้าไปหานักการเมืองหลายคน

อาเพิ่มเป็นคนพาเอกยุทธเข้าพบหัวหน้าพรรคการเมืองคนหนึ่งซึ่งเห็นแววการค้าของเอกยุทธ และเมื่อฟังความคิดเรื่องการตั้งบริษัทคอมมอดิตี้แล้ว ก็ให้การสนับสนุนโดยให้ลูกพรรคที่เป็นรัฐมนตรีว่าการคนหนึ่งให้เอาเงินแม่ชม้อยมา 10 ล้านบาทให้เอกยุทธยืมเพื่อเริ่มกิจการ (เงินก้อนนี้รัฐมนตรีผู้นั้นเป็นคนค้ำประกันและเอกยุทธก็ได้คืนเงินก้อนนั้นไปเรียบร้อยแล้ว)

และแล้วขบวนการสนองตัณหาคนโลภก็เริ่มขึ้นเมื่อกลางปี 2526 นี้เอง

บริษัทชาร์เตอร์อินเวสเม้นท์ จำกัด ก็เปิดขึ้นอย่างโอ่อ่าโดยมีอดีตพลเอก นอกราชการเป็นประธานที่ปรึกษาซึ่งพิมพ์อยู่บนบัตรเชิญอย่างโก้หรู

ทุกคนที่อยู่ในระ- ดับมังกรเหินฟ้าเข้ามาร่วมสำนักกันหมด ตั้งแต่เอกยุทธ อัญชันบุตร เพิ่มศักดิ์ จริตงาม อภิชาติ ศิริโชติบัณฑิต เสริมชีพ เจริญชน และอัครเดช อัญชันบุตร ผู้เป็นน้องชายเอกยุทธ

ขบวนการนี้เดิมทีแรกเริ่มได้มือค้าคอมมอดิตี้ ตัวฉกาจในวงการเป็นผู้หญิงชื่อระพีพรรณ พรหมนิตย์ เข้ามาร่วมด้วยโดยให้เป็นกรรมการ (แต่ระพีพรรณ พรหมนิตย์ ลาออกจากกรรมการ หลังจากที่ชาร์เตอร์อินเวสเม้นท์ ได้เปลี่ยนเข็มจากคอมมอดิตี้มาเล่นแชร์แทน)

สิบล้านบาทที่เป็นเงินยืมจากแม่ชม้อย โครงการค้ำประกันของรัฐมนตรีว่าการของพรรคการเมืองแห่งหนึ่งคือทุนจดทะเบียนที่ขบวนการมังกรเหินฟ้านี้เริ่ม โดย มีเอกยุทธ อัญชันบุตร เป็นผู้มีอำนาจในการเซ็นเช็คแต่ผู้เดียว

จะเป็นโชคของเอกยุทธ หรือเป็นกรรมของกนกวรรณ พุ่มสำเนียง หรือคุณนายแดงก็ไม่สามารถจะตัดสินได้ที่ทั้งคู่เกิดถูกชะตากันอย่างมากๆ "คุณนายแดงเป็น ลูกค้าเล่นคอมมอดิตี้รายใหญ่ของเอกยุทธมา 7- 8 ปีแล้ว สมัยเมื่อเอกยุทธยังเป็นเซลส์ ขายคอมมอดิตี้และเอกยุทธมักจะเรียกให้ทุกคนได้ยินว่า แม่แดง " คนเก่าแก่ในวงการ คอมมอดิตี้พูดให้ "ผู้จัดกา " ฟัง

นอกจากนั้นแล้ว แม่แดงของเอกยุทธยังเป็นหัวหน้าสายของแม่ชม้อยอีกด้วย!

แม่แดงเลยเป็นคนผันเงินลูกสายมาเล่นแชร์ชาร์เตอร์!

ตั้งแต่กลางปี 2526 เป็นต้นมาธุรกิจเงินทุนกำลังประสบภาวการณ์ซวดเซ แต่ธุรกิจเงินนอกระบบเช่น ชม้อยหรือนกแก้ว กลับดีวันดีคืน

"จุดจุดหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างมันกู่ไม่กลับคือความแข็งแกร่งของชม้อย อาจจะเป็น เพราะว่า ประการแรก ประชาชนที่มีเงินเล่นแชร์ คิดว่าถ้าบริษัทเงินทุนล้มแต่ชม้อย ไม่ล้ม ก็คงจะเชื่อได้ และประการต่อมาความลี้ลับซับซ้อนของแชร์ชม้อยทำให้คนคาดการณ์ไปต่างๆ นานา ว่าชม้อยคงมีธุรกิจอภิสิทธิ์หลายอย่างที่ทำรายได้ให้ดีมากๆ จนสามารถจะให้ดอกเบี้ยสูงๆ " แหล่งข่าวในธนาคารชาติออกความเห็น

การประโคมข่าวของหนังสือพิมพ์ก็หาได้สั่นสะเทือนธุรกิจแชร์ไม่ จนในที่สุดมันเกือบจะเป็นความเชื่อมั่นไปโดยปริยายแล้วว่า เล่นแชร์ได้เงินดีกว่าและมั่นคงกว่าเอาเงินไปหาดอกหาผลจากระบบการเงินในระบบเสียอีก

จากเจตนาที่จะตั้งบริษัทมาเพื่อเล่นคอมมอดิตี้ ขบวนการมังกรเหินฟ้าชุดนี้เริ่มเห็นแล้วว่า ขุมทองมันมีอยู่มากกว่าคอมมอดิตี้ มันเพียงแต่รอให้เข้าไปขุดและการขุดก็ไม่ยากเย็นอะไรเพียงใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "ผลประโยชน์ " เข้าไปล่อเท่านั้นเอง

จากวันที่ขบวนการมังกรเหินฟ้าเห็นสัจธรรมระหว่าง "ผลประโยชน์ " กับ "ความโลภ " เท่านั้น เงินตราต่างๆ ก็เข้าแถวเดินหน้าเข้าไปหาบริษัทชาร์เตอร์อินเวสเม้นท์อย่างชนิดที่เรียกว่า ก้มหน้านับเงินกันไม่ทัน

10 ล้านบาทที่เอามาจากชม้อยเมื่อไม่กี่เดือนมานั้นกลายเป็นเศษเงินที่คืนไปได้ทันทีอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน

สำหรับคนหนุ่มๆ ในวัยไม่ถึง 30 อย่างเช่น เอกยุทธ อัญชันบุตร, เสริมชีพ เจริญชน, อภิชาติ ศิริโชติบัณฑิต, อัครเดช อัญชันบุตร และผู้ร่วมอีก 2-3 คน มันเป็น ช่วงความสุขในชีวิตที่คนหนุ่มทุกคนใฝ่ฝันหา

จากที่เคยยืมเงินประยูร สุรนิวงศ์ ใช้ 300 บาท 500 บาทบ้าง เอกยุทธไม่รู้จักความลำบากอีกต่อไปแล้ว

รถพอร์ชคันละเป็นล้านๆ แล่นกันฉวัดเฉวียนโดยมีคนขับชื่อเอกยุทธ ชื่อเสริมชีพ ชื่ออภิชาติ

ขบวนการมังกรที่มีประชาชนที่โลภเข้ามาอุปถัมภ์พวกเขาได้ใช้เงินกันอย่างสนุกมือและสบายใจที่ไม่ใช่เงินของตัวเอง

ตามสถานที่โก้หรูจะเจอคนกลุ่มนี้ประกวดประชันกันด้วยรถสปอร์ตแรงม้าสูงที่วิ่งโฉบเฉี่ยวไปให้ผู้หญิงมองกันตาละห้อย ให้ไอ้หนุ่มทั้งหลายพากันอิจฉาตาร้อนว่าไอ้พวกนี้ทำบุญกันมาแต่ปางไหนถึงมีพ่อแม่รวยนักรวยหนา

ต้นปี 2527 ขณะที่วงการไฟแนนซ์กำลังวุ่นวายปั่นป่วนกันขนาดหนัก คนที่เคยใหญ่คับฟ้าก็ต้องมาล้มคว่ำอย่างไม่เข้าท่าก็หลายคน แต่ที่ชาร์เตอร์อินเตอร์เรคชั่น (เปลี่ยนจากชาร์เตอร์อินเวสเม้นท์เพราะธนาคารชาติห้ามบริษัทที่ไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการเงินทุนเรียกตัวเองในชื่อต่างๆ ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและคำว่า "อินเวสเม้นท์ " ก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย ก็ต้องเปลี่ยนจากชาร์เตอร์อินเวสเม้นท์เป็นชาร์-เตอร์อินเตอร์เรคชั่น)

แต่สำหรับวงการแชร์นั้นกลับเจริญงอกงามมีแต่คนเอาเงินเข้ามาลงทุนกันเป็นแถว

"คุณต้องเข้าใจว่าถึงปี 2527 แล้วถึงแม้รัฐบาลจะพยายามออกข่าวห้ามเล่นแชร์ตลอดจนหนังสือพิมพ์พยายามตีพวกนี้อย่างหนักก็ตาม แต่มันก็ไม่มีผลเลยแม้แต่น้อย เพราะดอกเบี้ยก็ยังจ่ายตามปกติและข่าวนี้มันสะพัดไปถึงต่างจังหวัดและก็ลงไปถึงประชาชนทั่วไปเสียแล้ว " เจ้าหน้าที่ธนาคารชาติคนเดิมให้ความเห็นต่อไป

หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเศรษฐกิจบ้านเราในปีสองปีที่ผ่านมาเลวร้ายมาก ทำให้คนชั้นกลางมีรายได้ไม่พอจ่ายก็เลยต้องหาทางออกด้วยวิธีการเล่นแชร์ก็เป็นไปได้

ปริมาณเงินที่ลงในแชร์ต่าง ก็มีแต่จะเพิ่มพูน

สำหรับชาร์เตอร์แล้ว 2527 คือสวรรค์ในขุมนรกจริงๆ!

ที่เป็นสวรรค ์เพราะว่าจากการที่ชม้อยให้ 6.5% แต่ชาร์เตอร์ 9% ในตอนแรกทำให้สายชม้อยหลายสายเอาเงินมาลงชาร์เตอร์แล้วได้กำไรฟรีๆ ไป 2.5% บวกกับคอมมิชชั่นจากชาร์เตอร์อีก 0.5% ทำให้ได้ 3%

สำหรับสายบางสายที่รับมาครั้งละ 10 ล้านต่อเดือนก็ย่อมหมายถึงเงินลอยมา 3 แสนบาทต่อเดือน ส่วนคนที่รับมามากกว่านั้นจะได้สักแค่ไหนก็ลองคำนวณเอาง่ายๆ ก็แล้วกัน

พีระมิดรูปเงินของชาร์เตอร์กำลังอยู่ในระดับกลางพีระมิด ที่เป็นรูปพีระมิดแต่ฐานอยู่ข้างบนและยอดแหลมพีระมิดอยู่ข้างล่าง

ในช่วงมีนาคม 2527 เป็นต้นไปเผอิญเป็นช่วงที่ชม้อยเองกำลังถูกทางการเพ่งเล็งหนัก จึงมีอยู่ระยะหนึ่งที่ชม้อยหยุดรับเงินชั่วคราวเพื่อเตรียมตัวยักย้ายถ่ายเทและจัดภายในให้รัดกุมเสียก่อน

และก็เป็นช่วงนี้เองแหละที่เงินเริ่มไหลเช้าชาร์เตอร์เหมือนทำนบเขื่อนกั้นน้ำแตกพังทลาย

เอกยุทธและสหายก็คงจะนึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้ามีเงินมากๆ อยู่ในมือขนาดนั้นแล้วจะทำอะไรดี

รถยนต์ราคาแพงๆ เอกยุทธก็มีแล้วตั้ง 34 คัน!

บ้านก็มีหลายหลัง

แฟนๆ ก็มีหลายคน

บางคนเอกยุทธทั้งให้เงินเลี้ยงไว้ ให้รถใช้เล่นหนึ่งคัน เช่น คนชื่อ ชลธิรัตน์ หรือน้องมดของเอกยุทธ ซึ่งพักอยู่แฟลตลิเบอร์ตี้ สุขุมวิท 22 ที่ทุกๆ วันตอนสายๆ เธอจะออกมาทำผมที่ร้านชื่ออรวรรณ แล้วบ่ายๆ เธอก็ฉุยฉายกรีดกรายอยู่บนรถบีเอ็มดับบลิว 316 สีขาว หมายเลขทะเบียน 4 จ-2776 ที่เอกยุทธเอาเงินประชาชนซื้อให้เธอ

หรือผู้หญิงสองคนที่คนหนึ่งชื่ออรวินทร์ และอีกคนหนึ่งชื่อศศิกาญจน์ ที่เอกยุทธออกบัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรสให้เธอทั้งสองใช้กันอย่างสบอารมณ์เต็มที่ แล้วทุกเดือนเอกยุทธก็จะเซ็นเช็คซึ่งเป็นเงินของประชาชนจ่ายไป

เงินก็มีใช้ไม่หมด!

มันก็มีถึงคราวจะต้องลงทุนแล้ว

"ความจริงแล้วกุนซือจริงๆ ของเอกยุทธคือเพิ่มศักดิ์ จริตงาม ที่เป็นคนวางแผนให้มาตลอด แต่ตอนหลังนี้ก็เป็นอนุสรณ์ อัญชันบุต " คนวงในชาร์เตอร์เล่าให้ "ผู้จัดกา " ฟัง

อนุสรณ์ อัญชันบุตร คือลูกพี่ลูกน้องของเอกยุทธ ซึ่งว่ากันว่าครั้งหนึ่งอนุสรณ์เคยแจ้งความจับพ่อเอกยุทธในฐานเขียนเช็คไม่มีเงินให้จำนวน 20,000 (สองหมื่นบาท)

อนุสรณ์มาสนิทกับเอกยุทธในงานศพพ่อเอกยุทธ เมื่อสิงหาคม 2527

"เอกยุทธจะเซ็นเช็คไว้เป็นเล่มแล้วให้อนุสรณ์กรอกจำนวนเงินเพื่อเอาไปใช้จ่ายในด้านการซื้อทรัพย์สินเก็บเอาไว้ คนที่สบายขณะนี้คืออนุสรณ์ ตอนนี้หนีไปอยู่ออสเตรเลียแล้ว " คนวงในชาร์เตอร์เล่าต่อ

การลงทุนก็มองในแง่ของทรัพย์สิน

แต่ระยะเวลามันให้พิจารณามีไม่มาก อะไรที่ใกล้มือเอาเข้ามาก่อน ก็ต้องคว้าไว้ก่อน

ที่ดินชิ้นแรกที่เอกยุทธไปจับคือที่ดินแถวๆ อำเภอสารภี จังหวัดลำพูน ซึ่งเอกยุทธซื้อในราคา 11 ล้านบาท แต่ลงบัญชีว่า 22 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กำลังมีเรื่องฟ้องร้องอยู่ โดยทำเป็นโครงการชื่อสารภีวิลล่า

เอกยุทธเคยพูดถึงเรื่องที่แถวสารภีนี้ในหนังสือไฮคลาสว่า

"ผมมีที่ดินริมดอย 30 ไร่ ประมาณ 100 ล้านบาท อยู่ถึงอำเภอสารภี ที่ทำเป็นสารภีวิลล่า 100 กว่าไร่ เกือบ 200 ล้านบาท... "

ต่อจากนั้นเอกยุทธ และที่ปรึกษาได้ทราบว่าบริษัทไทยเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งประมูลที่รถไฟตรงมักกะสันได้กำลังมีปัญหาเรื่องการเงินก็เลยเข้าไปซื้อหุ้นส่วนใหญ่โดยซื้อเงินสด 48 ล้านบาท ใช้ธนาคารกรุงเทพแถวสุขุมวิทค้ำอยู่ 18 ล้านบาท

"โครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์นี้ความจริงเอกยุทธคิดว่าถ้าได้เงินนอกมา สนับสนุนเขาคงไปรอดและเขาตั้งใจจะเอากำไรโครงการนี้มาคืนเงินคนเล่นแชร์ ในที่สุด เขาก็จะมีเงินเป็นพันล้าน โดยตัวเองไม่มีอะไรมาเลย และทุกคนก็จะมีความสุขและเขาก็จะกลายเป็นวีรบุรุษไป " คนวงในชาร์เตอร์พยายามชี้ให้เห็นถึงความในใจจริงๆ ของ เอกยุทธ

ในขณะเดียวกันเอกยุทธก็เอาเงินไปซื้อที่แถวพัทยาตรงทางไปหาดจอมเทียน อยู่ใกล้โรงแรมเอเชียพัทยา โดยทำเป็นคอนโดมิเนียมชื่อพัทยาเพลซ คอนโดมิเนียม เป็นเนื้อที่ 10 กว่าไร่ และสร้างไปแล้ว 7 ชั้น

ทรัพย์สินชิ้นต่อไปที่เอกยุทธเอาเงินประชาชนไปซื้อคือบริษัท เร่งพัฒนาประกันภัย จำกัด โดยซื้อในราคา 105 ล้านบาท

"ความจริงเจ้าของเขาตั้งไว้ 105 ล้าน แต่ถ้าต่อสัก 85 ล้านเขาก็ขายแล้ว เอกยุทธไม่ต่อสักคำ " คนเก่าชาร์เตอร์พูด

ก็น่าจะต่อได้เพราะตัวตึกและที่ดินทั้งหมด 555 ตารางวา ราคาประมาณ 45 ล้านบาท ใบอนุญาตประมาณ 25 ล้านบาท ก็เป็น 70 ล้านบาท บริษัทเร่งพัฒนาประกันภัยนั้น เมื่อสิ้นปี 2526 ขาดทุนสุทธิประมาณ 2 ล้านบาท และมีขาดทุนสะสมทั้งสิ้นเกือบ 6 ล้านบาท หรือขาดทุนต่อหุ้น 94.43 บาท บริษัทนี้ถ้าขายในราคา 85 ล้านบาท ก็ยังนับว่าแพง เพราะเบี้ยประกันรับสุทธิในปี 2526 เพียงแค่ 10 ล้านบาทเท่านั้น แต่มูลค่าอาคารและที่ดินที่ลงบัญชีไว้เพียงประมาณ 22 ล้านบาทเท่านั้น ฉะนั้นการขายใน ราคา 85 ล้านบาทก็เรียกได้ว่าเจ้าของเดิมกำไรประมาณ 3 เท่าตัวได้

แต่ก็นั่นแหละสำหรับเอกยุทธแล้ว เงิน 105 ล้านบาท เขาสามารถหามันได้ในเวลาไม่ถึงเดือนเสียด้วยซ้ำ

และหลังจากมีเรื่องแชร์ชาร์เตอร์ ผู้บริหารของเร่งพัฒนาก็ออกมาบอกว่าพวกเอกยุทธไม่เกี่ยวอะไรทั้งสิ้น สั่งปลดออกจากกรรมการหมด ซึ่งข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า คนทั้งหมดที่ถือหุ้นถ้าไม่ใช่ตระกูลของเอกยุทธแล้วก็เป็นคนถือแทนทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นเร่งพัฒนาประกันภัยคือบริษัทประกันภัยของประชาชนที่เอาเงินมาลงในชาร์เตอร์อย่างเต็มที่

ในช่วงตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2527 เป็นช่วงที่เงินเข้าชาร์เตอร์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 200-300 ล้านบาท

และก็เป็นช่วงนี้แหละที่เสริมชีพ เจริญชน เริ่มปลีกตัวออกห่างจากเอกยุทธ อัญชันบุตร และสหาย

"ที่เสริมชีพเริ่มแยกตัวออกไปนั้น เป็นเพราะว่าการแบ่งสันปันส่วนของกลุ่มเอกยุทธนั้นมาถึงเสริมชีพน้อยมาก ทั้งๆ ที่เสริมชีพเองเป็นคนทำงานให้เอกยุทธจริงๆ รวมทั้งการวางแผนในครั้งแรกสุด " คนเก่าชาร์เตอร์พูดต่อ

ในเมื่อมีชาร์เตอร์ได้ก็ต้องมีอันอื่นได้ ประชาชนไม่สนใจแล้วในตอนนั้นว่าจะเป็นชาร์เตอร์ ชม้อย นกแก้ว หรืออะไรก็ตาม ในช่วงนั้นชาร์เตอร์เริ่มลดดอกจาก 9% มาเป็น 8% และก็ 7% ในที่สุด

เสริมชีพก็ได้แยกตัวออกมาตั้งแต่บริษัทแชร์แห่งใหม่ชื่อเสริมกิจอินเตอร์ ซินดิเคชั่น โดยดึงเอาหัวหน้าสายชาร์เตอร์คนสำคัญคือคุณนายแดงหรือกนกวรรณ พุ่มสำเนียง เป็นคนหาเงินลูกสายมาให้ เสริมกิจอินเตอร์ซินดิเคชั่นก็เริ่มด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท โดยมีเสริมชีพ เจริญชน เป็นผู้มีอำนาจแต่ผู้เดียว

และที่ตั้งของเสริมกิจฯ ก็อยู่ตึกเดียวกับชาร์เตอร์คืออาคารสยามธนาการ ซอยอโศก

หนึ่งในผู้ถือหุ้นของเสริมกิจฯ คือวรรณี หาญวารี ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนของเสริมชีพ ที่อดีตเคยเป็นประชาสัมพันธ์อยู่เดอะมอลล์ แล้วเสริมชีพไปพบเข้าก็ชวนไปทำงานโดยเริ่มเป็นเลขาของเอกยุทธ อัญชันบุตร และต่อมาก็มาอยู่กับเสริมชีพ

วรรณี หาญวารี ทำหน้าที่เป็นตัวแทนไปรับเงินจากลูกสายมาเข้าบัญชีเสริมกิจฯ อยู่เป็นจำนวนมาก

ในช่วงปลายปี 2527 เป็นช่วงที่เอกยุทธ อัญชันบุตร เพิ่มศักดิ์ จริตงาม อภิชาติ ศิริโชติบัณฑิต เสริมชีพ เจริญชน มันมือกับการเล่นเงินของประชาชนอย่างมากๆ โดยไม่มีใครสนใจเลยว่าจุดจบมันจะเป็นอย่างไร? เพราะมันเป็นสวรรค์ในนรกจริงๆ

และนรกนั้นมันก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว!

จากความเป็นหนุ่มทั้งกลุ่มยกเว้นเพิ่มศักดิ์ การลงทุนทางด้านการบันเทิงก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่กลุ่มนี้จับตามองอย่างเขม็งมานาน

ซุปเปอร์สเก็ตข้างๆ ปาป้าฯ ฝั่งธน ก็เกิดขึ้นโดยการเช่าที่เดือนละ 50,000 บาท และลงทุนสร้างไป 7 ล้านบาท


นอกจากซุปเปอร์สเก็ตแล้ว ชาร์เตอร์ดิสโก้เธคก็เกิดขึ้นอีกแห่ง บนถนนรัชดาตรงแยกอ.ส.ม.ท. โดยกลุ่มเอกยุทธเช่าที่ของประวิทย์ รุจิรวงศ์ บนเนื้อที่ 6 ไร่ในราคา เดือนละ 180,000 บาท สัญญาเช่า 4 ปี และใช้เงินสร้างประมาณ 15 ล้านบาท

ส่วนใบอนุญาตนั้นก็ซื้อมาจากสตาร์ดัสท์ไนท์คลับ ในวงเงิน 2 ล้านบาท ในชื่อของสุเทพ ชมภูนุช คนสนิทของเอกยุทธ

ส่วนการบริหารนั้นก็ใช้ในนามของชาร์เตอร์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ โดยผู้มีอำนาจต้องเซ็นร่วมกันสองในสามคนในระหว่างเอกยุทธ เพิ่มศักดิ์ และอภิชาติ

ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดี สวรรค์นี้มันช่างสุขสมอารมณ์หมาย

เมื่อมีเงินเสียอย่าง ไม่สำคัญว่าเงินของใครเวลาพูดจาอะไรมันก็น่ารักไปหมด แม้แต่หนังสือไฮคลาสก็ยังอุตส่าห์เอาเอกยุทธมาตีแผ่ความยิ่งใหญ่ถึงกับครั้งหนึ่งมีการอ้างว่าหนังสือไฮคลาสนั้นกลุ่มเอกยุทธเป็นคนไฟแนนซ์ให้ (แต่หุ้นทางสาย เอกยุทธ ถูก ปกรณ์ พงศ์วราภา ซื้อคืนไปหมดแล้ว)

ในไฮคลาสฉบับเดือนธันวาคม 2527 ลงบทสัมภาษณ์เอกยุทธ อัญชันบุตร ในคอลัมน์ผู้ชายวันนี้ซึ่งเป็นคอลัมน์มีเป้าหมายที่จะเผยแพร่บทบาทของนักธุรกิจรุ่นหนุ่มที่ประสบผลสำเร็จ คอลัมน์นี้จัดทำโดยคนของอุทัย วงศ์ไชยศยวรรณ เพื่อเชียร์เอกยุทธโดยเฉพาะ

(อุทัย วงศ์ไชยศยวรรณ เป็นคนเล่นคอมมอดิตี้คนหนึ่ง เคยเป็นหุ้นส่วนใหญ่ ของโรงหนังไดเร็คเตอร์ซึ่งขณะนั้นเป็นของ สุระ จันทร์ศรีชวาลา กลายเป็นอาร์พีเอ็ม ดิสโก้เธค

อุทัยอยู่ก๊วนเดียวกันกับเอกยุทธในการเล่นคอมมอดิตี้ โดยอุทัยมีบริษัทคอมมอดิตี้ชื่ออัพล็อตฟิวเจอร์เทรดดิ้ง

อุทัยเคยร่วมหุ้นกับปกรณ์ พงศ์วราภา เจ้าของหนังสือหนุ่มสาว ออกหนังสือไฮคลาส)

และแล้วยมบาลในขุมนรกคงเห็นว่าพวกเอกยุทธเสวยสุขมานานพอสมควรก็เลยเริ่มปรากฏตัวออกมาให้เห็นรางๆ

นั่นคือพระราชกำหนดบทลงโทษการเล่นแชร์

โดยข้อเท็จจริงแล้วทางรัฐบาลกำลังจับตาดูชม้อยและนกแก้วกันอย่างขะมักเขม้น

สำหรับชาร์เตอร์นั้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ค่อยสนใจเท่าใด เพราะขนาดของมันเมื่อเทียบกับชม้อยและนกแก้วแล้วก็ยังเล็กกว่ากันมาก

แต่เวลานั้นเอกยุทธไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของตัวเองเสียแล้ว!

บางทีการมีเงินในมือมากๆ ก็ทำให้คนเราคิดว่าตัวเองคือเจ้าแผ่นดิน

เอกยุทธก็เผอิญเป็นคนประเภทนั้นด้วย!

เอกยุทธก็เลยทำในสิ่งที่ขนาดพรรคการเมืองอย่างชาติไทยยังไม่กล้าทำ คือการยื่นฟ้องเปรมและรัฐบาล!

เท่านั้นเองแหละ ขบวนการกินโต๊ะจีนก็เริ่มขึ้นทันที!

คำสั่งด่วนด้วยวาจาถูกถ่ายทอดลงมาตามลำดับชั้นว่าไก่ตัวแรกที่ต้องเชือดสังเวยพระราชกำหนด นี้คือแชร์ชาร์เตอร์

จากการใช้อำนาจทางกฎหมายผ่านทางกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยมายังธนาคารพาณิชย์ทำให้เอกยุทธเริ่มรู้แล้วว่าสวรรค์นั้นมันชักจะร้อนขึ้นทุกวันแล้ว

พระราชกำหนดนี้ทำให้วงแชร์ปั่นป่วนอย่างมากๆ เงินใหม่ที่จะเข้าก็หยุดชะงักรอดูเหตุการณ์ก่อน ส่วนเงินเก่านั้นก็ถึงคิวต้องจ่ายดอกเบี้ย เมื่อเงินใหม่ไม่เข้ามาแล้วเงินเก่าจะได้ดอกเบี้ยอย่างใดเล่า? และก็อย่างไม่มีใครนึกถึง เอกยุทธก็เลยเล่นบทขอมดำดิน ปล่อยให้วงแตกกันหมดเมื่อตำรวจออกหมายจับฐานออกเช็คไม่มีเงินเจ็ดล้านกว่าบาท

เสริมชีพ เจริญชน กับวรรณี หาญวารี ก็คงรู้ชะตากรรมดีว่าหวยคงจะออกกับตัวไม่ช้าก็เร็ว ก็หอบหิ้วกันไปไต้หวัน (ปัจจุบันทั้งคู่หลบอยู่ในเมืองไทยแล้ว)

อนุสรณ์ อัญชันบุตร ก็เกิดอยากไปเที่ยวออสเตรเลียขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่วัยก็ 40 กว่าปีไปแล้ว

มีก็อภิชาติ ศิริโชติบัณฑิต กับเพิ่มศักดิ์ จริตงาม ที่ยังนั่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากชาร์เตอร์ดิสโก้เธคซึ่งให้รายได้วันละแสนกว่าบาทอย่างทองไม่รู้ร้อน

บรรดาสาธุชนที่โลภทั้งหลายก็เฝ้ารอว่าเมื่อไรเอกยุทธจะทำตนเป็นพระโพธิสัตว์ปรากฏตัวขึ้นมาปลดเปลื้องกรรมเสียที

ที่รอไม่ได้ก็หันไปพึ่งพากองปราบปรามสามยอด

แล้ววันหนึ่งในเดือนมีนาคม อภิชาติ ศิริโชติบัณฑิต ก็โดนจับข้อหาออกเช็คไม่มีเงิน แต่อภิชาติก็หาเงินมาคืนได้ ก็ถูกปล่อยตัวไป และแล้วอภิชาติก็เดินทางไปฮ่องกงทันที

ก็น่าจะเหลือแค่เพิ่มศักดิ์ จริตงาม แต่เพิ่มศักดิ์ก็ทำอะไรกับชาร์เตอร์ดิสโก้เธคตัวเงินตัวทองไม่ได้ เพราะต้องเซ็นชื่อ 2 คน ในที่สุดอภิชาติ ศิริโชติบัณฑิต ก็บินกลับมาอย่างเงียบๆ เพื่อมาเซ็นชื่อทำนิติกรรมกับเพิ่มศักดิ์ในต้นเดือนแมษายน เช้าของวันที่ 8 อภิชาติ ศิริโชติบัณฑิต กับเพิ่มศักดิ์ จริตงาม มาที่ชาร์เตอร์ดิสโก้เธคเพื่อดูแลกิจการ แต่คนที่มารอต้อนรับแทนที่จะเป็นพนักงานดิสโก้เช่นเคย กลับเป็น พ.ต.อ.อดิศร จันตนะพัฒน์ ผู้กำกับประจำกองปราบ ร.ต.อ.ฉัตรชัย สกุลพร หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ และร.ต.อ.ประสาท ทรัพย์พิพัฒนา กับตำรวจกองปราบอีกจำนวนหนึ่ง รอต้อนรับพร้อมกับควบคุมตัวไปที่กองปราบ

1 ปีกับ 6 เดือนที่เอกยุทธ อัญชันบุตร และสหายได้เริ่มตั้งชาร์เตอร์ขึ้นมาด้วยเงิน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินยืมจากชม้อยก่อนจะพบจุดจบ

18 เดือนที่ผ่านมาคนหนุ่มกลุ่มนี้ได้ใช้ชั้นเชิงและความสามารถหมุนเงินของชาวบ้าน (ที่ค่อนข้างจะโลภ) เอามาจับจ่ายใช้สอยอย่างมันมือโดยออกมาในหลายรูปแบบ ตั้งแต่มีรถยนต์ 34 คัน จนถึงทรัพย์สินที่แอบซื้อเก็บไว้

ประวัติศาสตร์ทางการเงินบทนี้น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจคนสองประเภท

ประเภทแรก คือเจ้าที่รัฐที่มักจะทำอะไรงุ่มง่ามไม่ทันการ จนกระทั่งทุกอย่างมันเริ่มสายไปเสียแล้วถึงจะเข้ามา หรือเพราะว่าผู้หลักผู้ใหญ่ก็ร่วมด้วยแต่ยังไม่ได้เงินคืน ต้องรอให้ได้คืนครบเสียก่อนถึงค่อยฟาดฟันมันเข้าไป ซึ่งในที่สุดแล้วประวัติศาสตร์ทุก ยุคทุกสมัยมันก็มีบทพิสูจน์ว่าในตอนจบนั้นประชาชนระดับตัวเล็กๆ เท่านั้นแหละที่จะเป็นผู้รับเคราะห์ในทุกเรื่อง

ประเภทที่สอง คือการที่ประชาชนควรจะได้รับการศึกษาว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ทำแล้วรวยเร็วนอกจากของที่ไม่ชอบมาพากล และคำสอนของพระพุทธองค์ก็ยังคงเป็น สัจธรรมที่ว่า "ความโลภคือการนำไปสู่หายนะ "

ส่วนประการสุดท้ายนั้น "ผู้จัดกา " อยากจะฝากผู้บริหารประเทศชาติมองดูคนเล่นแชร์ออกเป็น 2 ประเภท

ประเภทแรก เล่นเพราะโลภอยากมีมากขึ้น ส่วนมากคนพวกนี้จะมีฐานะอยู่แล้วแต่อยากได้มากขึ้น การสูญเสียของคนพวกนี้ไม่น่าเสียดาย

ประเภทหลัง เป็นประชาชนชาวบ้านทั่วไปที่อาศัยดอกของวงแชร์มาช่วยให้ตัวเอง และครอบครัวผ่านวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่ทำให้หาเท่าไรก็ไม่พอค่าใช้จ่ายประจำ

คนประเภทหลังนี้ต่างหากที่น่าสงสาร เพราะการเล่นแชร์ของคนประเภทหลังนี้ น่าจะบ่งบอกบทบาทของการส่งเสริมให้คนทำมาหากินให้ได้ดีของรัฐบาลชุดนี้ได้พอสมควรว่าล้มเหลวแค่ไหน และล้มเหลวประการใด

ส่วนเอกยุทธ อัญชันบุตร และสหายนั้นทั้งๆ ที่รู้ว่าผลมันต้องออกมาเป็นเช่นนี้ก็ยังทำ โทษทัณฑ์เช่นนี้มันน่าจะจับมายิงเป้าเสีย เพราะการฉ้อโกงประชาชนเช่นนี้มันเลวยิ่งกว่าเดรัจฉานสี่เท้าที่กินอาจมเสียอีก

"ผมถือหลักกล้าพูดกล้าทำกล้ารับผิดชอบเป็นจุดใหญ่ และอีกอย่างผมจะไม่โกงใคร คิดไว้ว่าถ้าโกงใครก็ขอให้ผมเจ๊ง... "

เอกยุทธ อัญชันบุตร หนังสือไฮคลาส ธันวาคม 2527

http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=33741

adedej:
จดหมายจากคลองกระจง ถึง คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร by ปฐม พยัคฆ์ร้ายเเห่งคลองบางหลวง

สวัสดีครับ คุณ เอกยุทธ อัญชันบุตร ครับ วันนี้ทันทีที่ข้าพเจ้าได้อ่านสเตตัสของท่านแล้วก็เห็นว่า
ข้าพเจ้าสมควรเขียนอะไรถึงท่านสักหน่อย ข้าพเจ้าไม่ออกความเห็นว่าสิ่งที่ท่านคิดเป็นอย่างไร เลว ดี อย่างไร
ข้าพเจ้าคงตอบท่านไม่ได้เพราะข้าพเจ้าเองนั้นไม่ได้มีพื้นกำเนิดอันเดียวกับท่านเลยไม่รู้ว่าท่านสูงส่งมาจากไหน
และข้าพเจ้าก็ไม่คิดจะขุดคุ้ยท่านแต่อย่างใดเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่บัณฑิตพึงทำ

คุณเอกยุทธครับ คุณรู้จักตำหนักแดงในพระบรมมหาราชวังไหมหรืออีกนัยยะหนึ่งเขาจะเรียกว่า ตำหนักเจ้าดารา
เจ้าดารานั้นพระนามเต็ม ๆ ของพระองค์คือ เจ้าหญิงดารารัศมี เป็นพระธิดาของเจ้าอินทวิชยานนท์
เจ้าหลวงแห่งเชียงใหม่ ความสำคัญของพระองค์คือเป็นผู้ที่ผนวกแผ่นดินล้านนากับแผ่นดินสยามให้เป็นปึกแผ่นกัน
ทั้ง ๆ ที่พระองค์เองมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าหญิงหรือบุตรบุญธรรมของพระ---วิคตอเรียแห่งอังกฤษ
ถ้าพระเจ้าอินทวิชยานนท์เลือกทางนั้นข้าพเจ้าก็นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าแผ่นดินล้านนาในทุกวันนี้จะเป็นอย่างไร
อย่างน้อย ๆ ก็อาจจะเป็นถึงฮ่องกงแห่งภาคพื้นอุษาคเณย์ก็เป็นได้
แต่เพราะเหตุอันใดนั้นไม่ทราบพระเจ้าอินทวิชยานนท์ถึงเลือกจะส่งลูกสาวของพระองค์มายังสยามประเทศ
ทำให้แผ่นดินสยามกับล้านนาประเทศเป็นอันหนึ่งเดียวกันและทำให้สยามประเทศนั้นปลอดภัยภยันตราย
อันเกิดจากประเทศอังกฤษเจ้าอาณานิคม

ดังนั้นถ้าจะมองว่าสตรีสูงศักดิ์เหนือทำให้ประเทศพ้นภัยก็น่าจะได้นะครับคุณเอกยุทธ
นี่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าอยากพูดถึงหรอกครับยังมีอีกเรื่องคือ คุณเอกยุทธรู้จักคำว่า นางสาวถิ่นไทยงาม ไหม
ถ้าข้าพเจ้าจำไม่ผิดนางงามเวทีนี้คือรายการประกวดประชันนางงามภาคเหนือที่เกิดขึ้นในสมัย จอมพล. ป. พิบูลสงคราม
และไม่เพียงเท่านั้นท่านจอมพลคนเดียวยังเป็นคนให้จังหวัดทางภาคเหนือมีการจัดงานฤดูหนาวและประกวดนางงามในงานนั้นด้วย
ที่ข้าพเจ้าพูดมาถึงตรงนี้เพียงเพราะอยากจะชี้ให้ท่านเห็นว่า อาณาจักรล้านนา มีการเปลี่ยนแปลงในเวลาที่ใกล้ ๆ กัน
แต่ข้าพเจ้าเข้าใจเอาเองว่าความเปลี่ยนแปลงขั้นรุนแรงของล้านนานั้นมาเกิดขึ้นในสมัย
จอมพล. ป. ที่ประกาศใช้ลัทธิชาตินิยมอย่างเต็มขั้น ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายในแผ่นดิน
ไม่ใช่เพียงแต่ล้านนาที่ได้ผลกระทบ เพราะนโยบายของจอมพล ป. นโยบายเดียวทำให้เกิดผลกระทบไปทุกภูมิภาค
ตอนนั้นทางอีสานก็ระส่ำ ทางใต้ก็ระส่าย ทางเหนือก็เจอยัดเยียดความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

สิ่งที่ จอมพล. ป. ทำนั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายในแผ่นดินล้านนาและน่าจะเป็นการเปิดประตูล้านนา
ให้คนอื่นได้เข้าไปยึดครอง โดยเฉพาะเรื่องความงามของสาวเจ้าความงามของสาวเหนือได้ปรากฏสู่สายตาโลกกว้าง
ก็คงเพราะจากนโยบายนี้ของท่าน ข้าพเจ้าคิดไปเอาเองว่าจากนั้นก็เริ่มมีการล่อการลวงเกิดขึ้นมากมายตามมา
แต่สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในแผ่นดินล้านนาซึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลกลาง
ป่าไม้ เหมืองแร่ ทรัพยากรต่าง ๆ ที่เขาหาได้โดยง่ายก็ถูกยึดครองเป็นของรัฐ รัฐบาลกลางได้เข้าไปยึดถือครอง
และทำให้ความเป็นอยู่ของพวกเขาเลวร้ายลง กฏเกณฑ์ของรัฐบาลกลางนั้นไม่เอื้อกับความเป็นอยู่ของเขาจึงทำให้เกิด
ความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ ล้านนาที่เคยเป็นดินแดนที่เรียบง่าย งดงาม ก็ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว
และที่สำคัญเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เขาต้องการหรือไม่... นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลกลางไม่เคยเพียรถาม
เขาได้แต่คิดว่าต้องเปลี่ยนต้องยึดโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนพื้นที่คิดอย่างไร
มีคนพูดถึงว่า "หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความเป็นล้านนาก็ค่อย ๆ หายและลบเลือนไป
เขาเอาสิ่งที่ไม่ต้องการมาให้เราและก็ยังกดขี่เรา" คำกล่าวนี้น่าจะเป็นจริง
แต่จะเป็นจริงอย่างไรนั้นต้องให้คนพื้นที่มาตอบเองข้าพเจ้าเพียงแต่มองจากสายตาคนอ่านหนังสือมาเท่านั้น

สิ่งที่ตามมาคือความยากเข้นในแผ่นดินล้านนา นายทุนเริ่มบุกไปเอาเปรียบ รัฐบาลกลางเริ่มขูดรีดและจัดระบบ
จนทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตเรียบง่ายได้เหมือนเดิม เกิดการดิ้นรนและต่อสู้เพื่อจะมีชีวิต
ความเชื่อที่ว่าสาวเหนือนิยมมาขายตัวก็เกิดมาจากตรงนี้... แต่คุณเอกยุทธรู้ไหมว่าเพราะอะไรถึงมีการขายลูกกิน...
ไม่มีใครที่ขายลูกในอกได้หรอกครับ ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้นแต่ถ้าเขาแร้นแค้นไม่มีแม้แต่เงินจะยาไส้จึงบีบให้เขาต้องทำ
ก่อนหน้านี้มาถ้าเรามองย้อนไปเคยเกิดเรื่องราวแบบนี้ไหมในแผ่นดินล้านนา สถานชำเราชายก็เป็นคนจีนเสียส่วนใหญ่
ตึกต่าง ๆ ในเยาวราชก็เป็นต่างด้าวและเป็นชาวจีนที่หนีภัยพิบัติและสงครามมา
แต่ก่อนมีแต่คนจีนจริง ๆ ที่ทำอาชีพนี้แต่เมื่อคุณไปบีบคั้นเขาและล่อลวงมาชาวเหนือจึงตกเป็นขี้ปากอย่างปฏิเสธไม่ได้


เขาไม่ได้มาขายตัวเพราะขี้เกียจ แต่มีการศึกษาพบแล้วว่า คนเหนือที่มาขายบริการในกรุงเทพเพราะส่วนหนึ่งถูกล่อลวงมา
พ่อแม่จำเป็นต้องขายพวกเธอเพราะถูกคนกดขี่เอารัดเอาเปรียบ
ถ้าจะพูดกรุณาพูดให้ถูก ข้าพเจ้าขอแนะนำให้ท่านไปอ่านหนังสือของ สุภาพบุรุษน้ำหมึก อย่าง คุณ ณรงค์ จันทร์เรือง
หนังสือเกือบทุกเล่มของท่านมีเนื้อหาเกี่ยวกับการผู้หญิงขายบริการไม่ว่าจะเป็น เทพธิดาโรงแรม เทพธิดาวารี เทพธิดาคาเฟ่
โดยเฉพาะ เทพธิดาโรงแรม ที่โด่งดังก็ชี้ให้เห็นชัดว่า มาลี เธอมาขายบริการเพราะอะไร
ไม่ใช่เพราะความซื่อของเธอหรอกเหรอถึงถูกหลอก ไม่ใช่เพราะความเลวระยำของคนกรุงเทพเหรอที่ไปล่อลวงเขามา


ถ้าข้อความดูถูกผู้หญิงเหนือจะหลุดออกมาจากใครสักคน ข้าพเจ้าไม่คิดเลยจะออกมาจากคนที่มีชาติกำเนิดดีและมีการศึกษาที่ดี
อย่างท่านเลย ทำไมคนอย่างท่านถึงดูเหตุและปัจจัยไม่ออกครับ
ทำไมถึงกล่าวว่าคนทั้งภาคทั้ง ๆ ที่ภาคนั้นได้ช่วยเหลือให้เราได้เป็นไทยจนถึงทุกวันนี้
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าวันนั้นเขาเลือกจะไปทางอังกฤษ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าประเทศไทยในวันนี้จะเหลือแผ่นดินแค่ไหนกัน...
และจากประวัติศาสตร์ก็บอกชัด ๆ ว่า รัฐบาลของประเทศไทยทั้งนั้นที่รังแกเขา
ทำไมถึงถึงได้หยาบคายกับเพื่อนมนุษย์ได้ขนาดนี้ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ...


แต่ผ่านอ่านคอมเมนต์คุณไป ข้าพเจ้าก็ได้พบว่า ท่านได้แก้ตัวไว้ถึงสองความเห็นว่า


"ต้องขออภัยนะครับ หากทำให้บางท่านไม่ชอบใจ..แต่กรุณาอ่านข้อความให้ชัดเจนครับ..ไม่ได้กล่าวหาหรือดูถูกใคร
แต่กล่าวในความเป็นจริง และน่าจะเข้าใจกันดีว่าหมายถึงใครครับ..
ผมเคารพในสิทธิ์และทุกอาชีพ แต่ไม่ยอมรับพวกหน้าด้านที่ทำให้สังคมและประเทศเสียหายครับ..
และหญิงบริการก็ไม่ได้สร้างความเดือนร้อนให้ใคร แต่คนบางคนที่ไม่มีสติปัญญาก็ไม่ควรอาสาเข้ามานี่ครับ.."


และ "คุณคุณหมายความว่า หากมีอาชีพขายบริการแล้วต้องยกย่องก็คงได้มั้งครับ..ผมคิดว่าหากเข้าใจความหมายต่างกัน
ก้ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ แต่หากจะเอาความคิดตัวเองว่าวิเศษ เลอเลิศแล้วก็คงไม่ต้องมาแสดงความคิดเห็นกันครับ..
ผมจะพูดอย่างไร ก้ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ได้พล่ามและไร้สติ..ความหมายก้แล้วแต่ผู้อ่านจะคิดและตัดสินกันเอง..
อย่าเอาความคิดตัวเองไปตัดสินคนอื่นครับ..และหากจะกล่าวว่าผมดูถูกก็ตามสบาย
แต่บอกแล้วว่า ผมรังเกียจพวกเกียจคร้านแต่อยากสบายโดยวิธีง่ายๆ ก็เท่านั้น..ส่วนคุณจะชอบหรืออย่างไรก็ตามสบายคุณครับ.."


ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า... ท่านน่ะเป็นพวกใส่สูทแต่ใจทราม สิ่งที่คุณพูดบนสเตตัสว่าอย่างไร
คุณต้องรับผิดชอบให้ครบไม่ใช่มาถึงกลางลำก็แก้ตัว เพราะสิ่งที่คุณพูดมันเป็นแค่คำพูดของคนรู้ไม่จริง
เพราะสาวเหนือที่มาขายบริการส่วนใหญ่นั้นเพราะถูกหลอก ส่วนขี้เกียจและแก้ปัญหาด้วยการขายตัวมันมีทุกภาคล่ะครับ
แม้แต่ประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่นและอเมริกาก็ยังมี มันมีกันทั้งโลกไม่ใช่แค่สาวเหนืออย่างเดียว คุณนี่มัน...


และถ้าในมุมมองของคุณนั้นก็บิดเบี้ยวเป็นอย่างมาก
เพราะคุณปูไม่ใช่คนขี้เกียจแต่ถ้าคุณจะมองว่าเขาไม่มีปัญญานั้นก็เป็นสิทธิของคุณแต่คุณไม่มีสิทธิไปบอกให้เขา
ไปทำอะไรหรือไปชี้่ว่าเขาควรไปทำอะไรโดยเฉพาะอาชีพไม่พึงประสงค์เช่นนั้น

ข้าพเจ้าถามจริงว่าถ้าวันหนึ่งคุณพบว่ามารดาของคุณเป็นคนขี้เกียจและไม่มีสติปัญญา

คุณจะบอกให้มารดาของคุณไปทำอาชีพแบบนั้นหรือไม่ครับ หรือถ้าบังเอิญว่าคุณมีลูกสาวและภรรยาที่ขี้เกียจและไม่มีปัญญา
คุณจะบอกให้ลูกสาวและภรรยาของเขาไปทำอาชีพแบบนี้ไหม...


จิตใจของคุณนี่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรเพราะแม้ข้าพเจ้าจะด่าคนเป็นนิจสินแต่ก็นึกหาคำที่เอามาด่าท่านไม่ได้จริง ๆ
แต่คนอย่างคุณน่ะครับ... ข้าพเจ้าอยากบอกอย่างหนึ่งว่าไม่มีสิทธิที่จะไปด่าว่าใครเลวใครโกงใครโง่หรอกครับ
เพราะประวัติของคุณเป็นอย่างไร อย่าคิดนะว่าคนไทยจะลืม...
ข้าพเจ้ายังแปลกใจว่าเหตุใดคนไทยส่วนหนึ่งถึงยังฟังคำพูดของคนอย่างคุณ
เพราะคุณมันยิ่งกว่า "โมฆบุรุษ" ไปแล้ว และไม่ใช่สำหรับคนเสื้อแดง
เพราะคนอย่างคุณมันเลวตั้งแต่ประเทศนี้ยังไม่มีสีเสื้อเลยด้วยซ้ำไป
จะว่าไปเรียกคุณว่า "เอกยุทธ โมฆบุรุษแห่งสยามประเทศ" ก็คงไม่ผิดอะไรเลย

adedej:
;)
ปี 2528
หนีออกนอก...ประเทศในช่วงประกันตัว หลังถูกจับกุมตามความผิดใน พ.ร.บ.การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน แต่ยังมาปรากฏตัวในการปฏิวัติ 9 กันยายนที่มี พ.อ.มนูญ รูปขจร (ชื่อและยศในขณะนั้น) เป็นหัวหน้าคณะ ในฐานะผู้สนับสนุนทางการเงินแก่คณะปฏิวัติ แต่ต้องหนีไปอีกเมื่อการปฏิวัติไม่สำเร็จ

ปี 2547
10 ส.ค.
กลับ มาปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก หลังจากหนีไปอยู่ต่างประเทศถึง 19 ปี โดยร่วมคณะกับประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และอมรินทร์ คอมันตร์ เดินทางไปพบบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำหรับใช้ในการหา เสียงสู้กับพรรคไทยรักไทย

เขาได้ให้สัมภาษณ์ในวันนั้นว่าพร้อมให้ การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และแสดงความสนใจจะเข้ามาทำงานการเมือง โดยก่อนหน้านั้นเคยมีแนวคิดจะร่วมกับนักวิชาการจัดตั้งพรรคประชาธรรมขึ้น เป็นพรรคทางเลือกที่ 3 แต่แนวทางดังกล่าวได้ล้มเลิกไปหลัง เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้ตัดสินใจไปเป็นหัวหน้าพรรคมหาชน

12 ส.ค.
มี รายงานข่าวว่า เอกยุทธเตรียมให้เงินสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นจำนวนถึง 1,000 ล้านบาท แต่ข่าวนี้ได้รับการปฏิเสธจากประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรคฯ

13 ส.ค.
บัญญัติกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าเป็นข่าว ที่คลาดเคลื่อน เพราะในการพบกับเอกยุทธไม่มีการพูดถึงเรื่องเงิน แต่เอกยุทธให้สัมภาษณ์ในวันเดียวกันถึงเรื่องเงิน 1,000 ล้านบาทว่า เป็นการลงขันกันของกลุ่มนักธุรกิจชาวไทยในต่างประเทศที่เห็นว่าการบริหารงาน ของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เป็นผลดีกับประเทศในระยะยาว จึงพยายามระดมทุนเพื่อหาช่องทางสร้างฐานทางการเมืองขึ้นมาต่อสู้กับพรรคไทย รักไทย ขณะเดียวกันได้ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงกรณีของแชร์ชาร์เตอร์ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องเก่า และไม่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในครั้งนี้

ขณะเดียวกัน ส.ส.ไทยรักไทย เริ่มเคลื่อนไหวขุดคุ้ยความผิดของเอกยุทธในอดีต กรณีแชร์ชาร์เตอร์

14 ส.ค.
เริ่ม เปิดประเด็นเรื่องการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยอ้างว่ามีข้อมูลที่พร้อมจะเผยแพร่ แต่สื่อมวลชนตีประเด็นนี้ว่าเป็นการตอบโต้ที่ถูกขุดคุ้ยประวัติ และการคัดค้านของ ส.ส. ประชาธิปัตย์ ที่ไม่ยอมรับเงินสนับสนุนจากเขา เพราะถูกมองว่า เป็นเงินไม่บริสุทธิ์

16-20 ส.ค.
ประเด็นช่วง นี้เป็นความพยายามของสื่อในการนำเสนอข้อมูลในอดีต เพื่อขยายผลหลังจากเรื่องเงิน 1,000 ล้านบาทเริ่มไร้น้ำหนัก โดยเน้นนำเสนอข้อมูลช่วงที่หนีไปอยู่อังกฤษ ที่มีนักการเมืองไทยหลายคนได้ไปพบ อาทิ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รวมถึงช่วงที่กลับมาเมืองไทยเมื่อ 3 ปีก่อน และได้นำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น จนมีความรู้เรื่องหุ้นเมืองไทยเป็นอย่างดี

ขณะที่เอกยุทธก็ออกมา ให้สัมภาษณ์เป็นรายวัน เรื่องที่จะแฉความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานของรัฐบาล ที่มีภาคเอกชนหลายกลุ่มได้รับผลประโยชน์ ส่วนการตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาล ไม่มีท่าทีที่รุนแรง เพราะความสนใจในช่วงนั้นอยู่ที่ นโยบายประหยัดพลังงาน การตัดสินใจเรื่อง GMO และการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 29 ส.ค. ส่วนความสนใจของประชาชนอยู่ที่ผลการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก

23-29 ส.ค.
เป็น สัปดาห์ที่ข่าวเกี่ยวกับเอกยุทธเงียบหายไป เนื่องจากความสนใจของประชาชนไปอยู่ที่การคาดหวังเหรียญที่นักกีฬาของไทยจะ ได้รับจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ที่ในที่สุด อภิรักษ์ โกษะโยธิน จากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ตอกย้ำกระแส "ขาลง" ของพรรคไทยรักไทย

3 ก.ย.
ถูกเชิญจากสถานี วิทยุจีจีนิวส์ ให้ไปพูดในหัวข้อ "เอกยุทธบินลัดฟ้า ล้มทักษิณ" ภายในงาน "ไทยแลนด์ เพรส แฟร์" ที่อิมแพค เมืองทองธานี โดยได้พูดถึงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SCIB-C1 ว่ามีนักการเมืองซีกรัฐบาลที่มีชื่อย่อ ป. และ ส. มีส่วนเข้าไปสร้างราคา และจะเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้ทั้งหมดในวันที่ 6 ก.ย.

6 ก.ย.
เดิน ทางไปตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อยื่นหนังสือให้ตรวจสอบ การซื้อขายหุ้น SCIB-C 1 ในช่วงวันที่ 11-16 ส.ค.ที่มีพฤติกรรมสร้างราคา แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่มีผลต่อบรรยากาศการซื้อขายหุ้น โดยดัชนีในวันนั้น ปิดเพิ่มขึ้น 1.79 จุด

7 ก.ย.
พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มมีท่าทีไม่พอใจความเคลื่อนไหวของเอกยุทธออกมาอย่างเห็นได้ชัด โดยให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่ดิสเครดิต พร้อมทั้งเชิญชวนให้คนที่ได้รับความเสียหายจากแชร์ชาร์เตอร์เมื่อ 20 ปีก่อนมาร้องทุกข์กับตำรวจ เพื่อให้รื้อคดีขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกัน ปปง.เริ่มรวบรวมข้อมูลกรณีแชร์ชาร์เตอร์ว่าจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฟอก เงินหรือไม่

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ (ก.ล.ต.) ได้ทำหนังสือเชิญเอกยุทธมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการปั่นหุ้น SCIB-C1 ในวันรุ่งขึ้น แต่เอกยุทธ บอกว่าจดหมายจาก ก.ล.ต.เหมือนกับมีผู้มีอำนาจสั่งการมา ดังนั้นจะไม่ไปพบ เพราะเขาไม่ใช่ผู้ต้องหา

ตลาดหุ้นยังไม่ตอบสนองความเคลื่อนไหว โดยปิดตลาดดัชนียังบวกต่ออีก 0.53 จุด

8 ก.ย.
พ. ต.ท.ทักษิณได้กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกการนับอายุความในคดีสำคัญ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ผู้กระทำความผิดมักใช้ช่อง โหว่ทางกฎหมายเอาตัวรอด

ก.ล.ต.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 264 (7) พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สั่งให้เอกยุทธส่งเอกสารหลักฐาน และมาให้ถ้อยคำแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ภายในวันที่ 13 ก.ย. หลังจากเอกยุทธปฏิเสธการเข้าไปให้ข้อมูลในครั้งแรก

9 ก.ย.
มือ กฎหมายของรัฐบาล ทั้งวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมทั้ง ปปง.แสดงท่าทีมั่นใจว่าสามารถยึดทรัพย์ย้อน หลังเอกยุทธจากคดีแชร์ชาร์เตอร์ได้ แม้จะหมดอายุความไปแล้ว

พ.ต.ท. ทักษิณตอบคำถามผู้สื่อข่าวโดยใช้คำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง และบอกว่าสื่อไม่ควรให้ความสำคัญกับคนอย่างเอกยุทธ รวมทั้งประกาศว่าจะให้สัมภาษณ์เรื่องเอกยุทธเป็นวันสุดท้าย ต่อไปนี้ใครถามเรื่องนี้จะไม่ตอบอีก

เอกยุทธเปิดแถลงข่าวโดยมีผู้ ให้การสนับสนุนไปแสดงตัว ประกอบด้วยประชัย เลี่ยวไพรัตน์, อมรินทร์ คอมันตร์, น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ รวมทั้งแกนนำสหภาพ กฟผ.โดยเขากล่าวว่าเขากำลังถูกผู้มีอำนาจกลั่นแกล้ง

ตลาดหุ้นวันนี้ตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับเอกยุทธ โดยปิดตลาดดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 10.83 จุด

10 ก.ย.
คณะ กรรมการ ปปง.มีมติเห็นชอบให้เข้าตรวจสอบทรัพย์สินของเอกยุทธ ในกรณีฉ้อโกงประชาชนในคดีแชร์ชาร์เตอร์ ขณะที่เอกยุทธกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าถ้า ปปง.มีปัญญาก็เชิญมาตรวจสอบได้เลย เพราะคดีของเขาจบไปแล้วอย่างสมบูรณ์

12 ก.ย.
ได้ออกมาเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาอีกว่า กำลังมีผู้เคลื่อนไหวเพื่อหวังคุกคามทางร่างกายกับเขา

13 ก.ย.
เดิน ทางมาให้ข้อมูลกับ ก.ล.ต.ตามหมายเรียก หลังจากนั้นธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. บอกว่าข้อมูลที่ได้รับไม่มีหลักฐานที่ระบุถึงพฤติกรรมการปั่นหุ้น และไม่มีชื่อหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นข้อสันนิษฐานจากความเห็นส่วนตัวของเอกยุทธ

ขณะเดียวกันภัท รียา เบญจพลชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวถึงผลการตรวจสอบการซื้อขายหุ้น SCIB-C1 ระหว่างวันที่ 9-13 ส.ค.ว่าราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพตลาด

ดัชนีราคาหุ้นยังเดินหน้าบวกต่อขึ้นมาอีก 9.33 จุด

14 ก.ย.
เข้า แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน ว่ามีคนต้องสงสัยติดตามเขามาเป็นเวลา 3 วันแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปจับกุมตัวมา พบว่าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ 2 คน ที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

15 ก.ย.
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้สั่งการให้สำนักข่าวกรองติดตามเอกยุทธเพื่อ อารักขา เพราะเกรงว่าจะมีมือที่ 3 หรือคนไม่ปรารถนาดีทำอะไรขึ้นมา เพราะผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือรัฐบาล

16 ก.ย.
เดินทางไปร้อง เรียนยังสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าถูกคุกคาม รวมทั้งยังไปพบประธานคณะ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาสอบสวนและศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการ ทุจริต วุฒิสภา เพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตของ ก.ล.ต.ดูเพิ่มเติม

โดย: Yutapoom Tungsirisumrit

adedej:
เว็บจ่า ดราม่า กำลัง มาม่ากัน 5555 :)

http://drama-addict.com/2011/11/02/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%88/comment-page-4/#comment-315006

adedej:
ไปสำรวจห้องหุ้น สินธร ก็เอากับเขาด้วย ดราม่ากันมากมาย 5555 :)

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I11280524/I11280524.html

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว