รัฐของประชาชน ที่ลุกขึ้นเป็นกองทัพ พร้อมกันทั้งประเทศ สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

(1/27) > >>

Leeds01:


พ่ายต่อกองทัพโรมนำโดยคราสซุส สปาร์ตาคุสล้มลงเสียชีวิตในสงคราม Third Servile War

กองทัพประชาชนสปาร์ตาคุส นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ที่ลุกฮือขึ้น เพื่อยึดอำนาจจากทรราชย์ผู้กดขี่ เสียดายไม่สำเร็จ

สปาร์ตาคุส (ประมาณ พ.ศ.423-473 หรือเท่า 120-70 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นชื่อของทาสชาวธราเซ (Thrace) แถบชายแดนกรีซต่อกับบุลกาเรียปัจจุบัน ที่ถูกขายให้เป็นนักต่อสู้กับสิงโต (แกลดิเอเตอร์) อยู่ในสาธารณรัฐโรมันโบราณ สปาร์ตาคุสเป็นผู้นำการลุกฮือของทาสที่เมืองคาปูอา(Capua) อิตาลีปัจจุบัน เมื่อ 73 ปีก่อนคริสตกาล และรวบรวมทาสชนชาติต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก ก่อการกบฏเอาชนะกองทัพโรมัน บุกขึ้นไปทางเหนือจนถึงดินแดนกอล ทางตอนเหนือของอิตาลี ต่อมากองทัพของพวกกบฏพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพโรมันซึ่งนำโดย มาร์คัส ลิสินัส คราสซุส ทาสที่ถูกจับได้ถูกนำไปตรึงบนไม้กางเขนเพื่อเป็นการประจาน ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

เรื่องราวของสปาร์ตาคุส ถูกนำมาสร้างเป็นบัลเลต์ ความยาว 3 องกฺ์ ประพันธ์ดนตรีโดย อะราม คาชาเตอร์ยัน แสดงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2499 และนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มหากาพย์ เมื่อ พ.ศ. 2503 กำกับโดย สแตนลีย์ คูบริก รับบทสปาร์ตาคุส โดย เคิร์ก ดักลาส 50 ปีให้หลัง Spartacus: Blood and Sand (2010) ถูกสร้างขึ้นอีกเป็นซีรี่ส์ทีวี แอนดี้ วิทฟีลด์ นำแสดงเป็นสปาร์ตาคุส


 
กองทัพประชาชนอินเดีย ตั้งขึ้นปีค.ศ.1942 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(South east Asia=เซาท์ อีส เอเชีย) ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การล้มล้าง บริติชราช(British Raj ราชในภาษาอินเดียหมายถึงการปกครอง ดังนั้นบริติชราชจึงหมายถึงยุคการปกครองของอังกฤษ)เหนืออาณานิคมอินเดีย ด้วยความช่วยเหลือของญี่ปุ่น ซึ่งประกอบขึ้นมาจากทหารอินเดีย ผู้ตกเป็นเชลยสงครามของญี่ปุ่น ระหว่าง"การรณรงค์มาลายา"(Malayan campaign=มาลายา แคมเปญ)ของญี่ปุ่น โดยได้มาจากที่มาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งยังมีจำนวนน้อย แต่ต่อมาก็ได้อาสาสมัครจำนวนมาก จากพลเมืองเชื้อสายอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในมาลายาและพม่า


ประธานเหมาเจ๋อตุงและคณะกรรมการบริหารพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประกาศสถาปนาการปกครองระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2492


นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ในประวัติศาสตร์

เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทุกหนทุกแห่ง

กองทัพใต้ดินพัฒนาสุดขีด

ขบวนการใต้ดินเท่านั้นที่ได้เปรียบ

ทรราชยอำมาตย์ที่เคยซ่อนใต้ดินบอกไม่รู้ไม่เห็น ถูกเปิดเผยขึ้นมาอยู่บนดินแล้ว

ประชาชนชนะได้ โดยลุกขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศเป็นสิบๆล้าน เมื่อทรราชยอำมาตย์อ่อนแอถึงขีดสุด ยากจะระวังตัวให้พ้นกองทัพประชาชน

Janitor:

เรามักนิยมแบ่งยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลาที่มนุษย์ปรากฏขึ้นบนโลกแล้ว ออกเป็น 3 ช่วง โดยเรียกชื่อตามวัสดุที่มนุษย์ในยุคนั้น นำมาทำเครื่องมือเครื่องใช้

โปรดสังเกตว่า การแบ่งยุคลักษณะนี้ ไม่ได้เป็นการแบ่งช่วงเวลาที่ชัดเจนสำหรับทั่วโลก เนื่องจากมนุษย์ในแต่ละพื้นที่มีพัฒนาการด้านเครื่องมือไม่เท่ากัน เช่น ขณะที่บางชุมชนเข้าสู่ยุคทองเหลืองแล้ว บางชุมชนอาจจะยังอยู่ในยุคหิน ก็เป็นได้



ยุคหิน

ยุคหิน (Stone Age) แบ่งออกเป็นยุคย่อยๆ 3 ยุค คือ ยุคหินเก่า ยุคหินกลาง ยุคหินใหม่


ยุคหินเก่า

ยุคหินเก่า (Paleolithic Period หรือ Old Stone Age) ประมาณ 500,000 ปีล่วงมาแล้ว มนุษย์ในยุคนี้เริ่มทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยหินอย่างง่ายก่อน เมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้งาน เครื่องมือหิน มนุษย์ใช้วัสดุจำพวกหินไฟ ซึ่งในยุคนี้สามารถแบ่งเครื่องมือสมัยเก่าออกเป็น 3 ช่วง

หลักฐานในสมัยยุคหินเก่าตอนต้น ได้แก่ โครงกระดูกของมนุษย์ในสมัยนั้น ในทวีปยุโรปมีการค้นพบมนุษย์ไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) มนุษย์สไตนไฮน์ (Steinheim) ในทวีปเอเชียมีการค้นพบมนุษย์ชวา (java Man) และมนุษย์ปักกิ่ง (Peking Man) ในทวีปแอฟริกามีการค้นพบมนุษย์โฮโมอิเรกตุส (Homoerectus) นอกจากนี้ยังมีหลักฐานประเภทโครงกระดูกของสัตว์ที่มนุษย์กินเป็นอาหาร ซึ่งสามารถบอกให้เราทราบถึงสภาพแวดล้อมของมนุษย์ในขณะนั้นได้ และหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินมีลักษณะเป็นขวานกระเทาะแบบกำปั้น

หลักฐานในสมัยยุคหินเก่าตอนกลาง ได้แก่ โครงกระดูกของมนุษย์ที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ปัจจุบันมากขึ้น เช่น โครงกระดูกมนุษย์นีแอนเดอธัลในประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีลักษณะแหลมคมมากขึ้น มีด้ามยาวมากขึ้นและมีประโยชน์ในการใช้สอยมากขึ้น และยังมีหลักฐานพฤติกรรมทางสังคม เช่น หลักฐานการประกอบพิธีฝังศพ

หลักฐานในสมัยยุคหินเก่าตอนปลาย ได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ที่ค้นพบในยุโรป เช่น โครงกระดูกมนุษย์โครมันยอง (Cro-Magon) มนุษย์กริมัลดิ (Grimaldi) และมนุษย์ชานเซอเลด (Chanceled) นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีลักษณะหลายประเภทกว่ายุคก่อน ได้แก่ หลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินและกระดูกสัตว์โดยการแกะสลัก เช่น เข็มเย็บผ้า ฉมวก หัวลูกศร คันเบ็ด และเครื่องประดับทำด้วยเปลือกหอยและกระดูกสัตว์


ยุคหินกลาง

ยุคหินกลาง (Mesolihic Period หรือ Middle Stone Age) ประมาณ 10,000-5,000 ปีล่วงมาแล้วมนุษย์ในช่วงเวลานี้เริ่มมีการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ เช่น ทำตะกร้าสาน ทำรถลาก และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินก็มีความประณีตมากขึ้น ตลอดจนรู้จักนำสุนัขมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง

ในสมัยยุคหินกลาง มนุษย์รู้จักการเลี้ยงสัตว์และเริ่มมีการเพาะปลูกพืช แต่อาชีพหลักของมนุษย์ในสมัยนี้ยังคงเป็นการล่าสัตว์ และยังเร่ร่อนไปตามแหล่งสมบูรณ์ โดยมักตั้งหลักแหล่งอยู่ตามแหล่งน้ำ ชายฝั่งทะเล ประกอบอาชีพประมง ล่าสัตว์และบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์


ยุคหินใหม่

ยุคหินใหม่ (Neolihic Period หรือ New Stone Age) ประมาณ 5,000-2,000 ปีล่วงมาแล้ว มนุษย์ในยุคนี้อาศัยรวมกันอยู่เป็นหมู่บ้าน ดำรงชีวิตด้วยการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ การเพาะปลูกได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์จากสังคมล่าสัตว์มาเป็นสังคมเกษตรกรรม ที่ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง มีการสร้างที่พักอาศัยถาวรเป็นกระท่อมดินเหนียว และตั้งหลักแหล่งตามบริเวณลุ่มน้ำ

ยุคหินใหม่เป็นยุคเกษตรกรรม พืชเพาะปลูกที่สำคัญในยุคนี้ คือ ข้าว และพืชอื่นๆ เช่น ถั่ว ฟัก บวบ ส่วนสัตว์เลี้ยง ได้แก่ สุนัข แพะ แกะ และยังคงล่าสัตว์ เช่น กวาง กระต่าย ตะพาบ การประมง เป็นต้น

สภาพชีวิตมนุษย์ในยุคหินใหม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตตามความเป็นอยู่จากที่สูงมาอยู่ที่ราบใกล้แหล่งน้ำ โดยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่บ้านบนเนิน และดำรงชีวิตตามเศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ เกษตรกรรม การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ รู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผา การทำเครื่องจักสาน การทอผ้า เป็นตั้น และพบว่ามีผลิตผลมากกว่าที่จะบริโภค ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและการค้าขาย



ยุคโลหะ

โลหะชนิดแรกที่มนุษย์รู้จักนำมาหลอมเป็นเครื่องมือเครื่องใช้คือ ทองแดง ปรากฏหลักฐานในบริเวณลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทิส นำทองแดงมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช



ยุคโลหะ (Metal Age) แบ่งออกเป็น 3 ยุคย่อยคือ ยุคทองแดงปนหิน ยุคสำริด และยุคเหล็ก


ยุคสำริด

ยุคสำริดเริ่มต้นในภูมิภาคต่างๆ ของโลกไม่พร้อมกัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วแหล่งถิ่นฐานส่วนใหญ่สามารถถลุงสำริดได้เมื่อประมาณ 5,000 ปี มาแล้ว สำริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก กรรมวิธีการทำสำริดค่อนข้างยุ่งยาก ตั้งแต่การหาแหล่งแร่ การเตรียม การถลุงแร่ และการผสมแร่ในเบ้าหลอม จากนั้นจึงเป็นการขึ้นรูปทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยการตีหรือการหล่อในแม่พิมพ์หินทราย หรือแม่พิมพ์ดินเผา

เครื่องมือเครื่องใช้ในยุคสำริดที่พบตามแหล่งต่าง ๆ ในภูมิภาคต่างๆของโลก นอกจากทำด้วยสำริดแล้วยังพบเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากดินเผา หิน และแร่ ในบางแหล่งมีการใช้สำริดต่อเนื่องมาจนถึงยุคเหล็กเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากสำริดมีขวาน หอก ภาชนะ กำไล ตุ้มหู ลูกปัด เป็นต้น

ในยุคนี้ความเป็นอยู่ของมนุษย์เปลี่ยนไปมากทั้งด้านการเมืองและสังคม ชุมชนเกษตรกรรมขยายตัวจนกลายเป็นชุมชนเมือง จึงมีการจัดแบ่งความสัมพันธ์ตามความสามารถ เช่น กลุ่มอาชีพ มีการจัดระเบียบสังคมเป็นกลุ่มชนชั้นต่างๆ ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการผลิตอันนำไปสู่ความมั่นคงด้านปัจจัยพื้นฐานและความมั่งคั่งแก่สังคม มนุษย์จึงมีความมั่นคงปลอดภัยกว่าเดิมและมีความสะดวกสบายมากขึ้น นำไปสู่พัฒนาการทางสังคมสู่ความเป็นรัฐในเวลาต่อมา

แหล่งอารยธรรมที่สำคัญๆ ของโลกล้วนมีการพัฒนาการสังคมจากช่วงเวลาสมัยหินใหม่และสมัยสำริด แหล่งอารยธรรมของโลกที่สำคัญและแหล่งวัฒนธรรมบางแห่ง เช่น แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียในภูมิภาคเอเชียตะวันตก แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุในอินเดีย แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโหของจีน และแหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียงในประเทศไทย



ยุคเหล็ก

ช่วงเวลานี้เริ่มต้นจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการผลิตโลหะของมนุษย์สามารถหลอมโลหะประเภทเหล็กขึ้นมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ได้ ซึ่งการผลิตเหล็กต้องใช้อุณหภูมิสูงมีกรรมวิธีที่ยุ่งยาก แต่ถึงอย่างไรเหล็กก็มีความแข็งแกร่งคงทนกว่าโลหะสำริดมาก

สังคมที่สามารถพัฒนาการผลิตเหล็ก จะสามารถพัฒนาสู่ความเป็นรัฐ เพราะการผลิตเหล็กทำให้สังคมสามารถผลิตอาวุธได้ง่ายและแข็งแกร่งขึ้น จนสามารถขยายกองทัพได้ และมีเครื่องมือที่เหมาะสมต่อการทำเกษตรที่มีความคงทนกว่า

แหล่งอารยธรรมแห่งแรกที่สามารถผลิตเหล็กได้คือ แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียหรือก็คืออาณาจักรฮิตไทต์ เมื่อ 1,200 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือประมาณ 3,200 ปีมาแล้ว

โดยสรุปแล้ว ยุคเหล็กมีความแตกต่างจากยุคสำริดหลายประการ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเหล็กทำให้เกิดการเพิ่มผลผลิต การผลิตเหล็กทำให้กองทัพมีอาวุธที่แข็งแกร่ง นำไปสู่พัฒนาการทางสังคมจนกลายเป็นรัฐที่มีกำลังทหารที่แข็งแกร่งเข้ายึดครองสังคมอื่นๆ ขยายเป็นอาณาจักรในเวลาต่อมา

Leeds01:

จักรวรรดิ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

จักรวรรดิ (Empire) นักวิชาการได้ถกเถียงกันมานานเกี่ยวกับคำว่า “Empire” ในภาษาอังกฤษหรือ “จักรวรรดิ” ในภาษาไทย (จากคำภาษาละติน “imperium” ที่หมายถึงสายการบังคับบัญชาทางการทหารของรัฐบาลโรมันโบราณ) โดยทั่วไปมักนิยามให้เป็นรัฐที่มีอาณาจักรอื่นที่มีประชากรและวัฒนธรรมที่แตกต่างชัดเจนอยู่ภายใต้อิทธิพลอำนาจการปกครองหรืออยู่ในเครือจักรภพ เช่นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษในปัจจุบัน นิยามอีกรูปแบบหนึ่งอาจเน้นปัจจัยทางเศรษฐกิจหรือการเมือง แต่โดยทั่วไปมักหมายถึงการครอบงำทางอำนาจการทหาร

เช่นเดียวกับรัฐทั่วไป จักรวรรดิจะมีโครงสร้างทางการเมืองของตนเอง หรืออย่างน้อยก็โดยวิธีกดขี่บังคับให้อยู่ใต้อำนาจ จักรวรรดิบนแผ่นดินใหญ่ (เช่นจักรวรรดิมองโกล หรือจักรวรรดิอาคีเมนิดเปอร์เชีย – Achaemenid Persia) มักจะขยายไปตามอาณาเขตที่ประชิดต่อเนื่องกัน ส่วนจักรวรรดิทางทะเล (เช่น จักรวรรดิเอเธนีเนียน จักรวรรดิปอร์ตุเกตและจักรวรรดิอังกฤษ) อาจมีอาณาเขตกระจัดกระจายหลวมๆ แต่อยู่ในอำนาจการควบคุมทางกองทัพเรือเป็นต้น จักรวรรดิที่มีมาก่อนจักรวรรดิโรมันหลายร้อยปี ได้แก่จักรวรรดิอีจิปต์ซึ่งได้ก่อตั้งจักรวรรดิเมื่อประมาณ 1000 ปีก่อน พ.ศ. โดยการรุกรานและผนวกนูเบียและรัฐอิสระโบราณชื่อ “ลว้าน” (Levant) จักรวรรดิแอคคาเดียนแห่งซาร์กอนแห่งแอคแคดมีตัวตนอยู่ในฐานะเป็นรูปแบบแรกสุดของจักรวรรดิบนแผ่นดินใหญ่ที่ห่างไกล จักรวรรดิมีความแตกต่างโดยชัดเจนจากการเป็นสหพันธรัฐซึ่งมีความผูกพันทางการปกครองแต่มีอำนาจที่เป็นอัตตาณัติ (autonomy) ที่มากพอควรที่รัฐบาลกลางล่วงละเมิดมิได้ ในอีกแง่มุมหนึ่งอาจกล่าวเปรียบเทียบจักรวรรดิทางกายภาพได้ว่าเป็นการครอบงำด้วยอิทธิพลที่มิใช่การทหารโดยตรง แต่เป็นการตกอยู่ในเขตอิทธิพลทางการเมืองและวัฒนธรรมที่เป็นไปในทางเดียวกัน มองที่อีกด้านของเหรียญเดียวกันนี้ก็อาจเห็นได้อีกมุมมองหนึ่งได้ว่าเป็นการใช้ยุทธวิธีแบ่งแยกแล้วปกครอง โดยกลุ่มชนที่ต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรม (“ศัตรูของศัตรูของเราก็คือเพื่อนของเรา”) โดยเข้าไปแทรกแซงระหว่างกลางเพื่อประโยชน์สูงสุดของจักรวรรดิ

การเปรียบเทียบอีกแบบหนึ่งได้แก่แนวคิด “มหาอำนาจ” และ “อภิมหาอำนาจ” ซึ่งได้ปรากฏตัวอย่างที่เป็นที่ประจักษ์มาแล้วคือจักรวรรดิอังกฤษที่นับเป็นอภิมหาอำนาจได้ ในช่วงที่รุ่งเรืองจักรวรรดิอังกฤษใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกโดยมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่มากกว่าหนึ่งในสี่ของพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินของโลก มีอำนาจครอบงำทางการเมือง เศรษฐกิจ การเงินและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในช่วงเวลานั้นไปเกือบทั้งโลก
 


แผนที่แสดงหลายชาติพันุ์ภายใต้จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี พ.ศ. 2454

ตัวอย่างของจักรวรรดิ

จักรวรรดิเป็นการรวมกันของชนชาติต่างๆเช่นจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณจักรวรรดิโรมันปกครองยุโรป, เอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือ จักรวรรดิจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ก่อนคริสต์ศักราชและปกครองโดยราชวงศ์ทั้งหมด 9 ราชวงศ์ จักรวรรดิโรมันตะวันตกปกครองต่อจากโรมันและปกครองในยุโรปตะวันตกจักรวรรดิโรมันตะวันออกที่ปกครองต่อจากโรมันเช่นกันแต่บนคาบสมุทรอนาโตเลีย จักรวรรดิแฟรงค์ในฝรั่งเศส จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในยุโรปประกอบด้วยราชรัฐน้อยใหญ่กว่า 300 รัฐ จักรวรรดิเซลจุคปกครองเอเชียกลางบางส่วน จักรวรรดิออตโตมานที่ยึดไบเซนไทน์แล้งเปลี่ยนชื่อจักรวรรดิเป็นออตโตมานเพราะประชากรนับถืออิสลามและปกครองด้วยสุลต่าน จักรวรรดิแอซเท็คในอเมริกากลาง จักรวรรดิอินคาในอเมริกาใต้ จักรวรรดิรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกปกครองด้วยจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โรมานอฟ จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 1 มีจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 และจักรพรรดินโปเลียนที่ 2ครองราชย์ จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2มีจักรพรรดินโปเลียนที่ 3ครองราชย์ และจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีสืบทอดมาจากจักรวรรดิออสเตรียนอกจากนี้ยังมีจักรวรรดิอีกมากมายเช่นจักรวรรดิบราซิล, จักรวรรดิเม็กซิโก, จักรวรรดิอาณานิคมอิตาลี, จักรวรรดิญี่ปุ่น, จักรวรรดิเยอรมันและจักรวรรดิเกาหลีเป็นต้น



จักรวรรดิอาณานิคมสมัยใหม่เมื่อ พ.ศ. 2457


จักรวรรดิอาณานิคม


จักรวรรดิสมัยใหม่

มักเป็นจักรวรรดิที่รวมตัวกันหลวมๆ มีการปกครองที่ไม่ได้รวบอำนาจ เช่น จักรวรรดิอเมริกัน



แผนที่แสดงจักรวรรดิของโลกในปี1945


รายชื่อจักรวรรดิ

จักรวรรดิโบราณยุคแรก

จักรวรรดิเอลาไมท์ (Elamite Empire) (ประมาณ 2160 ปี ก่อน พ.ศ. – พ.ศ. 4)
จักรวรรดิอัคคาเดียน (Akkadian Empire) (ประมาณ 1800 ปี ก่อน พ.ศ. – 1600 ปีก่อน พ.ศ.)
จักรวรรดิมิโนอัน (minoan Empire) (1457 ปีก่อน พ.ศ. – 957 ปีก่อน พ.ศ.)
จักรวรรดิเออร์ที่ 3 (Ur III Empire) (ประมาณ 1560 ปีก่อน พ.ศ. – 1457 ปีก่อน พ.ศ.)
จักรวรรดิบาบิโลน (Babylonian Empire) (ประมาณ 1360 ปีก่อน พ.ศ. – 1060 ปีก่อน พ.ศ.)
จักรวรรดิอียิปต์ (Egyptian Empire) (1010 ปีก่อน พ.ศ. – 530 ปีก่อน พ.ศ.)
จักรวรรดิฮิทไทท์ (Hittite Empire) (ประมาณ 920 ปีก่อน พ.ศ. – 640 ปีก่อน พ.ศ.)
จักรวรรดิฟินิเชีย (Phoenicia Empire) 660 ปีก่อน พ.ศ. – 260 ปีก่อน พ.ศ.)
จักรวรรดิอิสเรไรท์ (Israelite Empire) (510 ปีก่อน พ.ศ. - 380 ปีก่อน พ.ศ.)
จักรวรรดิอัสซีเรีย (Assyrian Empire) (ประมาณ 360 ปีก่อน พ.ศ. – 69 ปีก่อน พ.ศ.)
จักรวรรดิอคีเมนียะห์ (Achaemenid Empire - จักรวรรดิเปอร์เซีย ประมาณ 7 ปีก่อน พ.ศ. – พ.ศ. 213)
จักรวรรดิมคธ (Magadhan Empire) (พ.ศ. 43 – พ.ศ. 243/404?)
จักรวรรดิมาซิโดเนีย (Macedonian Empire) (ประมาณ พ.ศ. 205 – พ.ศ. 234)
จักรวรรดิโมริยะ (Maurya Empire) (พ.ศ. 222 – พ.ศ. 358)
จักรวรรดิเซลูซิด (Seleucid Empire) (พ.ศ. 220 – พ.ศ. 483)
จักรวรรดิสาตวาหนะ (Satavahana Empire)
จักรวรรดิฉิน (Empire of Qin) (พ.ศ. 322 – พ.ศ. 337)
จักรวรรดิฮั่น (Han Empire)
จักรวรรดิพาร์เทียน (Parthian Empire) (ประมาณ 343 ปีก่อน พ.ศ. – พ.ศ. 767)
จักรวรรดิโรมัน (พ.ศ. 516 – พ.ศ. 1049)


คริสตสหัสวรรษแรก

จักรวรรดิกุษาณะ (Kushan Empire)
จักรวรรดิซาสซาเนีย (Sassanian Empire) (พ.ศ. 767 – พ.ศ. 1194)
จักรวรรดิพาลไมรีน (Palmyrene Empire) (พ.ศ. 803 – พ.ศ. 815)
จักรวรรดิเทโอทิหัวคาโน (Teotihuacano Empire) (พ.ศ. 843 – พ.ศ. 1543)
จักรวรรดิคุปตะ (Gupta Empire) (พ.ศ. 863 – พ.ศ. 1093)
จักรวรรดิสุย (Sui Empire)
จักรวรรดิถัง (Tang Empire)
จักรวรรดิเทียฮัวนาโก (Tiahuanaco Empire) (พ.ศ. 1043 – พ.ศ. 1543)
จักรวรรดิอัคซูไมท์ (Aksumite Empire) (พ.ศ. 943 – พ.ศ. 1243)
จักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) (พ.ศ. 866* – พ.ศ. 1996) (*เวลาที่แท้จริงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่)
จักรวรรดิแฟรงค์ (Frankish Empire) (ประมาณ พ.ศ. 1052 – พ.ศ. 1386)
จักรวรรดิธิเบต (Tibetan Empire) ( ประมาณ พ.ศ. 1143 – ประมาณ พ.ศ. 1543)
จักรวรรดิอาหรับ (Arab Empire) (ประมาณพ.ศ. 1173 – พ.ศ. 1801)
จักรวรรดิบัลแกเรีย (Bulgarian Empire) (พ.ศ. 1224 – พ.ศ. 1561 และ พ.ศ. 1728 – พ.ศ. 1939)
จักรวรรดิจาลุกยะ (Chalukya Empire) (พ.ศ. 1050 – พ.ศ. 1650)
จักรวรรดิราษฏรกูฏ (Rashtrakuta Empire) (พ.ศ. 1278 – พ.ศ. 1525)
จักรวรรดิปาละ (Pala Empire)
จักรวรรดิเหลียว (Liao Empire)
จักรวรรดิซ่ง (Song Empire)
จักรวรรดิโจฬะ (Chola Empire) (พ.ศ. 1345 – พ.ศ. 1745)
จักรวรรดิเวนิส (Venetian Empire) (พ.ศ. 1345 – พ.ศ. 2340)
จักรวรรดิขอม (Khmer Empire) (พ.ศ. 1345 – พ.ศ. 2005)
จักรวรรดิเกรทโมราเวีย (Great Moravian Empire) (พ.ศ. 1376 – ประมาณ พ.ศ. 1445)
จักรวรรดินอร์มัน (Norman Empire) (พ.ศ. 1454 – ประมาณ พ.ศ. 1645)
จักรวรรดิกานา (Ghana Empire) (ประมาณ พ.ศ. 1445 – พ.ศ. 1783)
จักรวรรดิตูอิตองกา (Tu'i Tonga Empire) (พ.ศ. 1493 – พ.ศ. 2418?)
จักรวรรดิกาซานาวิด (Ghaznavid Empire) (พ.ศ. 1506 – พ.ศ. 1730)
จักรวรรดิโกคูรยอ (Goguryeo Empire) (พ.ศ. 506 – พ.ศ. 1211)
จักรวรรดิบัลแฮ (Balhae Empire) (พ.ศ. 1241 – พ.ศ. 1469)
จักรวรรดิเวียดนาม (Vietnamese Empire) (พ.ศ. ? – พ.ศ. 2488)


ยุคแรกของคริสตสหัสวรรษที่ 2

จักรวรรดิจิน (Jin Empire)
จักรวรรดิหมิง (Ming Empire)
จักรวรรดิฮังการี (Hungarian Empire) (พ.ศ. 1543 – พ.ศ. 2461)
จักรวรรดิฮอยซาลา (Hoysala Empire) (พ.ศ. 1569 – พ.ศ. 1886)
จักรวรรดิเซลจุค (Seljuk Empire) (ประมาณ พ.ศ. 1580 – พ.ศ. 1737)
จักรวรรดิคองโก (Kongo Empire) (ประมาณ พ.ศ. 1643 – ประมาณ พ.ศ. 2427)
จักรวรรดิอาณานิคมเดนมาร์ก (Danish colonial empire) (พ.ศ. 1750 – พ.ศ. 2496)
จักรวรรดิลาติน (Latin Empire) (พ.ศ. 1747 – พ.ศ. 1804)
จักรวรรดิมองโกล (Mongol Empire) (พ.ศ. 1749 – พ.ศ. 2045)
จักรวรรดิอบิสซีเนีย (Abyssinian Empire) (พ.ศ. 1813 – พ.ศ. 2517)
จักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) (พ.ศ. 1824 – พ.ศ. 2466)
จักรวรรดิมัชปาหิต (Majapahit Empire) (พ.ศ. 1836 – ประมาณ พ.ศ. 2043)
จักรวรรดิมาลี (Mali Empire) (พ.ศ. 1778 – พ.ศ. 2188)
จักรวรรดิเซอร์เบีย (Serbian Empire) (พ.ศ. 1888 – พ.ศ. 1914)
จักรวรรดิวิชัยนคร (Vijayanagar Empire) (ประมาณ พ.ศ. 1879 – พ.ศ. 2193)
จักรวรรดิสยาม (Siam Empire) (พ.ศ. 1888 – ประมาณ พ.ศ. 2452)
จักรวรรดิแอซเท็ก (Aztec Empire) (พ.ศ. 1918 – พ.ศ. 2064)
จักรวรรดิโกลเดนฮอร์ด (Golden Horde) (พ.ศ. 1921 – พ.ศ. 2045)
จักรวรรดิซองไฮ (Songhai Empire) (พ.ศ. 1950 – พ.ศ. 2050)
จักรวรรดิทิมูริด (Timurid Empire) (พ.ศ. 1944 – พ.ศ. 2048)
จักรวรรดิอินคา (Incan Empire) (พ.ศ. 1981 – พ.ศ. 2076)
จักรวรรดิโปรตุเกส (Portuguese Empire) (พ.ศ. 1958 – พ.ศ. 2542)
จักรวรรดิสเปน (Spanish Empire) (พ.ศ. 2035 – พ.ศ. 2518)




ยุคหลังของคริสตสหัสวรรษที่ 2
 
จักรวรรดิของโลกในปี 1492-2007จักรวรรดิซาฟาวิด (Safavid Empire) (พ.ศ. 2045 – พ.ศ. 2265)
จักรวรรดิโมกุล (Mughal Empire) (พ.ศ. 2069 – พ.ศ. 2400)
จักรวรรดิสวีเดน (Swedish Empire) (พ.ศ. 2104 – พ.ศ. 2421)
จักรวรรดิอังกฤษ (British Empire) (ประมาณ พ.ศ. 2126 – )
จักรวรรดิฝรั่งเศส (French Empire) (ประมาณ พ.ศ. 2148 – )
จักรวรรดิดัตช์ (Dutch Empire) (พ.ศ. 2163 – )
จักรวรรดิมราฐา (Maratha Empire) (พ.ศ. 2217– พ.ศ. 2304)
จักรวรรดิรัสเซีย (Russian Empire) (พ.ศ. 2264 – พ.ศ. 2460)
จักรวรรดิซูลู (Zulu Empire) (ประมาณช่วงศตวรรษ พ.ศ. 2244 – พ.ศ. 2343)
จักรวรรดิออสเตรีย (Austrian Empire) (พ.ศ. 2347 – พ.ศ. 2410)
จักรวรรดิเม็กซิโก (Mexican Empire) (พ.ศ. 2365 – พ.ศ. 2366 และ พ.ศ. 2407 – พ.ศ. 2410)
จักรวรรดิบราซิล (Brazilian Empire) (พ.ศ. 2365 – พ.ศ. 2432)
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (Austro-Hungarian Empire) (พ.ศ. 2410 – พ.ศ. 2461)
จักรวรรดิเยอรมัน (German Empire) (พ.ศ. 2414 – พ.ศ. 2461)
จักรวรรดิอาณานิคมเยอรมัน (German colonial empire) (พ.ศ. 2427 – พ.ศ. 2461)
จักรวรรดิญี่ปุ่น (Empire of Japan) (พ.ศ. 2414 – พ.ศ. 2488)
จักรวรรดิอิตาลี (Italian Empire) (พ.ศ. 2428 – พ.ศ. 2486)
จักรวรรดิเกาหลี (Korean Empire) (พ.ศ. 2440 – พ.ศ. 2453)
[แก้] ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2444 – พ.ศ. 2543)
จักรวรรดิเบลเยี่ยม (Belgian Empire) (พ.ศ. 2444 – พ.ศ. 2505)
จักรวรรดิสหภาพโซเวียต (Soviet Union) (พ.ศ. 2460 – พ.ศ. 2534)
จักรวรรดินาซี (Nazi Empire) (พ.ศ. 2482 – พ.ศ. 2488)
จักรวรรดิอัฟริกากลาง (Central African Empire) (พ.ศ. 2520 – พ.ศ. 2522)


ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544 –)

จักรวรรดิอเมริกัน (American Empire) (พ.ศ. 2441 – พ.ศ. 2551)


ดูเพิ่ม

บทความจักรวรรดิในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ [1]
บทความอาณานิคมในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ [2]


แหล่งข้อมูลอื่น

จักรวรรดิโบราณ
อียิปต์โบราณ (ก.ค.ศ. 3150+)  · เอลาไมท์ (ก.ค.ศ. 3000+)  · มิโนอัน (ก.ค.ศ. 2700+)  · อัคคาเดียน (ก.ค.ศ. 2400+)  · อัสซีเรีย (ก.ค.ศ. 2000+)  · บาบิโลเนีย (ก.ค.ศ. 1696)  · อียิปต์ (ก.ค.ศ. 1600+)  · ฮิทไทท์ (ก.ค.ศ. 1800+)  · ฟินิเชีย (ก.ค.ศ. 1200)  · อัสซีเรียใหม่ (ก.ค.ศ. 934)  · มาซีโดเนีย (ก.ค.ศ. 800)  · มคธ (ก.ค.ศ. 684)  · มีเดีย (ก.ค.ศ. 625)  · อคีเมนียะห์ (ก.ค.ศ. 550)  · นันทะ (ก.ค.ศ. 424)  · โจฬะ (ก.ค.ศ. 300)  · ทอเลมี (ก.ค.ศ. 305)  · โมริยะ (ก.ค.ศ. 322)  · เซลูซิด (ก.ค.ศ. 312)  · พาร์เธีย (อาร์ซาซิด) (ก.ค.ศ. 247)  · สาตวาหนะ (ก.ค.ศ. 230)  · ฉิน (ก.ค.ศ. 221)  · ฮั่น (ก.ค.ศ. 202)  · ชังกา (ก.ค.ศ. 185)  · กุษาณะ (ก.ค.ศ. 60)  · โรมัน (ก.ค.ศ. 27) (โรมันตะวันตก และ โรมันตะวันออก)  · อัคซูไมท์ (ค.ศ. 50)  · แฟรงค์ (ราว ค.ศ. 200)  · ซาสซานิยะห์ (ค.ศ. 224)  · พาลไมรีน (ค.ศ. 260)  · จิน (ค.ศ. 265)  · คุปตะ (ค.ศ. 280)  · ฮั่น (ค.ศ. 370)


จักรวรรดิยุคกลาง
จาลุกยะ (ค.ศ. 543)  · สุย (ค.ศ. 581)  · ถัง (ค.ศ. 618)  · บัลแกเรีย (ค.ศ. 632) (บัลแกเรียที่หนึ่ง และ บัลแกเรียที่สอง)  · อาหรับ (ค.ศ. 632) (รอชิดีน, อุมัยยะฮ์, อับบาซียะฮ์, ฟาติมียะห์ และ อัลโมฮัด)  · ศรีวิชัย (ราว ค.ศ. 660)  · เวนิส (ค.ศ. 697)  · คาเน็ม (ค.ศ. 700)  · ปาละ (ค.ศ. 750)  · ราษฏฺรกูฏ (ค.ศ. 753)  · กานา (ราว ค.ศ. 790)  · คาโรแล็งเชียง (ราว ค.ศ. 800)  · ทิเบต (ค.ศ. 800?)  · ขะแมร์ (ราว ค.ศ. 802)  · จักรวรรดิเกรตโมราเวีย (ราว ค.ศ. 833)  · ซาฟฟาริยะห์ (ค.ศ. 861)  · ไบแซนไทน์ (ค.ศ. 873)  · เคียฟรุส (ราว ค.ศ. 880)  · เหลียว (ราว ค.ศ. 907)  · ตูอิตองกา (ราว ค.ศ. 950)  · ซ่ง (ราว ค.ศ. 960)  · โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ราว ค.ศ. 962)  · กาสนาวิยะห์ (ราว ค.ศ. 963)  · ฮังการี (ราว ค.ศ. 1000)  · ฮอยซารา (ราว ค.ศ. 1026)  · เซลจุค (ราว ค.ศ. 1037)  · ควาเรซเมีย  · เอธิโอเปีย (ราว ค.ศ. 1137)  · อองชู (ราว ค.ศ. 1154)  · เบนิน (ค.ศ. 1170)  · ลาติน (ค.ศ. 1204)  · มองโกล (ค.ศ. 1206)  · จักกาไท (ค.ศ. 1225)  · มาลี (ราว ค.ศ. 1230)  · โกลเดนฮอร์ด (ราว ค.ศ. 1240)  · ข่านอิล (ค.ศ. 1256)  · หยวน (ค.ศ. 1271) · มัชปาหิต (ราว ค.ศ. 1293) · แอซเท็ก (ค.ศ. 1325)  · วิชัยนคร (ค.ศ. 1336)  · ตีมูร์ (ค.ศ. 1370)  · ออตโตมัน (ค.ศ. 1453)


จักรวรรดิยุคใหม่
อาณานิคมเดนมาร์ก (ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13)  · ซองไฮ (ค.ศ. 1340)  · เซอร์เบีย  · หมิง (ค.ศ. 1368)  · โอโย (ค.ศ. 1400)  · บอร์นู · สเปน (ค.ศ. 1402)  · โปรตุเกส (ค.ศ. 1415)  · อินคา (ค.ศ. 1438)  · ดัตช์ (ค.ศ. 1453)  · ซาฟาวิยะห์ (ค.ศ. 1501)  · โมกุล (ค.ศ. 1526)  · ไอบีเรีย (ค.ศ. 1580)  · อังกฤษ (ค.ศ. 1583)  · ฝรั่งเศส (ค.ศ. 1605)  · สวีเดน (ค.ศ. 1611)  · มราฐา (ค.ศ. 1674)  · ชิง (ค.ศ. 1644)  · รัสเซีย (ค.ศ. 1721)  · อาฟชาริยะห์ (ค.ศ. 1736)  · ซานด์ (ค.ศ. 1750)  · ควาจาร์ (ค.ศ. 1794)  · ฝรั่งเศสที่ 1 (ค.ศ. 1804)  · เม็กซิโก (ค.ศ. 1822)  · บราซิล (ค.ศ. 1822)  · อาณานิคมอิตาลี (ค.ศ. 1861)  · ออสเตรีย-ฮังการี (ค.ศ. 1867)  · ญี่ปุ่น (ค.ศ. 1868)  · เยอรมัน (ค.ศ. 1871)  · เกาหลี (ค.ศ. 1897)  · อาณานิคมเยอรมัน (ค.ศ. 1914)  · เวียดนาม (ค.ศ. 1945)  · แอฟริกากลาง (ค.ศ. 1976)
 
หมายเหตุ เรียงลำดับตามปีการก่อตั้ง เลขในวงเล็บหลังชื่อแสดงปีการก่อตั้ง

Leeds01:

ปรัชญาจีนหลักจริยปรัชญาของขงจื๊อและหลักการของเต๋า
Posted by ต่ายกับต้อม วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2552

ปรัชญาจีนหลักจริยปรัชญาของขงจื๊อและหลักการของเต๋า

เกริ่นนำ     

      จีนเป็นสังคมเกษตรกรรม ที่ให้ความสำคัญเรื่องการอยู่กินอย่างมาก ในขณะที่สังคมกรีกโบราณ เป็นสังคมเล็กๆ เป็นสังคมพ่อค้า ในยุคจีนโบราณคนจีนเข้าใจกันง่า ประเทศจีนเป็นศูนย์กลางของโลก ชาติอื่นๆ ล้าหลังป่าเถื่อน นักปราชญ์คนสำคัญของสำนักหยู (แปลว่านักวิชาการ)ได้แก่ ขงจื๊อ  และ เม่งจื่อ โดยทั่วไปคนที่อยู่ในสำนักนี้มักจะเป็นพวกขุนนาง คำว่าจื่อหรือจื๊อ แปลว่านักปราชญ์ มีคนพูดกันว่าขงจื๊อเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นจีน ขงจื๊อคิดอย่างไร จีนก็เป็นอย่างนั้น พื้นที่ที่อยู่ในอิทธิพลของขงจื๊อ ได้แก่เอเชียตะวันออก จีน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไต้หวัน

                      ตัวของขงจื๊อเอง เขาบอกว่าเขาไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ให้แก่จีน เขาเพียงแต่รวบรวมจารีตประเพณี บทกลอน บทเพลง ที่มีอยู่ในสังคมจีนมาก่อนเท่านั้น เขาเกิดในช่วง 551 B.C.

                      ราชวงศ์แรกของจีน คือราชวงศ์เซี้ย ประมาณ 2,100 – 1,600 B.C. ที่มีหลักฐานปรากฏอยู่บ้าง เช่น จารึกบนกระดองเต่า แต่ที่มีปรากฏหลักฐานชัดเจนคือราชวงศ์ซัง เริ่มตั้งแต่ 1,600 – 1,100 B.C.

                      สำนักเต๋า(Tao) เป็นอีกสำนักหนึ่งนอกจากสำนักหยู ที่เป็นสำนักที่มีชื่อเสียงในสังคมจีน ปราชญ์ที่สำคัญของสำนักนี้คือเหลาจื๊อ และจวงจื๊อ และสุดท้ายคือสำนักนิตินิยมซึ่งเน้นเรื่องกฎหมาย นักปรัชญาของสำนักนี้ที่มีชื่อเสียงมากคือหันเฟยจื่อ เป็นนักคิดในแนวนิตินิยม เน้นเรื่องการลงโทษและการให้รางวัลเป็นเครื่องมือในการปกครอง


ประวัติของขงจื๊อ

                  ขงจื๊อ เป็นนักปรัชญาเมธีที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน เกิดเมื่อ 551 ปีก่อนคริสตกาล ในแคว้นหลู่ มณฑลชานตุง ขงจื๊อกำพร้าบิดามาตั้งแต่วัยเยาว์ และมีชีวิตอยู่ด้วยความยากจน แต่ด้วยความที่เป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด จึงได้พยายามศึกษาหาความรู้ในวิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา และการดนตรีจนได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ จากนั้นได้ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนจรรยามารยาท และการปกครองให้แก่กุลบุตรในตระกูลผู้ดี เคยเข้ารับราชการเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมของแคว้นฉี ภายหลังได้ลาออกจากตำแหน่งแล้วท่องเที่ยวไปตามแค้วนต่าง ๆ เพื่อให้คำปรึกษาและข้อคิดในกิจการเกี่ยวกับการปกครองแก่บรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นและเสนาบดีที่เลื่อมใสศรัทธาในความคงแก่เรียนของเขา ขงจื๊อ มีชื่อแบบสามัญว่า ข่งชิว บรรพบุรุษของ ขงจื๊อ เดิมเป็นชนชั้นสูงใน ประเทศซ่ง ซึ่งปัจจุบันคือจังหวัดเหอหนาน ภายหลังพวกเขาได้อพยพไปอยู่ในประเทศหลู่ (ปัจจุบันคือซานตง) ภายหลังที่พ่อของขงจื๊อ ถึงแก่กรรม แม่ผู้ยังเยาว์วัยได้หอบหิ้วขงจื๊อเข้าไปอยู่ในเมือง ชวีฝู่ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศหลู่ ผู้เป็นแม่เป็นห่วงเรื่องการศึกษาของขงจื๊อเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเล็งเห็นว่าการจะมีชีวิตที่มีอนาคตนั้น ขงจื๊อต้องเป็นขุนนาง และมีวิธีเดียวที่จะบรรลุได้ คือการเรียนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นหนทางของการมีความรู้นั่นเอง ขงจื๊อเป็นเด็กที่เชื่อฟังคำของมารดาเป็นอย่างยิ่ง ตั้งใจเรียนหนังสืออย่างจริงจังและขยันขันแข็ง อ่านหนังสือจนลืมพักผ่อนบ่อยๆ แต่ละวันๆ มารดาต้องเตือนให้พักผ่อน เขาจึงจะหยุดพักผ่อน ซึ่งก็เป็นการพักผ่อนเพียงชั่วครู่ เขามักจะพูดว่า เรียนหนังสือต้องเรียนให้ดี การทำอะไรทั้งมวลต้องไม่หยุดกลางคัน

                  ตั้งแต่เด็กจนเป็นหนุ่ม ขงจื๊อมีความรู้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก อายุยังไม่ถึง 20 ปี ก็เป็นผู้มีชื่อเสียงของประเทศหลู่คนหนึ่งแล้ว เมื่ออายุ 20 ปีเศษ มีบุตรชายหนึ่งคน ฮ่องเต้ของประเทศหลู่ ได้ส่งปลา หลี่-ยวี๋ มาแสดงความยินดี ลูกชายของขงจื๊อจึงมีชื่อว่า หลี่ ( ขง หลี่ )

                  แม้ว่าขงจื๊อจะมีชื่อเสียง แต่ก็เป็นผู้เปิดกว้าง ถ่อมตน มักจะพูดว่า เรื่องที่ตัวรู้นั้นยังมีไม่มาก ดังนั้นเพื่อนฝูงและเพื่อนบ้านต่างชอบเขาโดยทั่วกัน

                  ขงจื๊อเป็นผู้ที่มีความชาญฉลาดเป็นเลิศ เขามีดำริที่จะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติเพื่อให้ประเทศหลู่เป็นประเทศที่เข้มแข็งประเทศหนึ่ง แต่เหล่าขุนนางที่เสนอหน้าต่อฮ่องเต้พูดถึงขงจื๊อ แต่เรื่องไม่สร้างสรรค์ ดังนั้นเขาจึงได้เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่ 2 ครั้ง ระหว่างอายุ 20 - 27 ปี จนกระทั่งในปี 501 ก่อน ค.ศ. อายุได้ 51 ปี ขงจื๊อจึงได้รับโองการจากฮ่องเต้ให้ดูแลกิจการภายในเมืองหลวง และภายหลังฮ่องเต้ทรงเห็นผลงานที่สำเร็จเรียบร้อยทั้งหลาย ยิ่งมอบงานสำคัญให้ขงจื๊อมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศหลู่เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว

                    ประเทศฉี ซึ่งมีอาณาเขตติดกับประเทศหลู่ เป็นประเทศใหญ่ประเทศหนึ่ง ฮ่องเต้ประเทศฉี มีความกังวลต่อความเจริญของประเทศหลู่ จึงเกิดความคิดที่จะเชิญฮ่องเต้ประเทศหลู่มาพบปะสนทนาเจรจาความเมือง แล้วลักพาตัวฮ่องเต้ประเทศหลู่ เพื่อจะทำให้ประเทศฉีปกครองประเทศหลู่ได้

                    ก่อนที่ฮ่องเต้หลู่จะไปร่วมประชุมสนทนา ขงจื๊อได้กราบทูลว่าเคยได้ยินผู้อื่นพูดว่า การแลกเปลี่ยนใด ๆ กับต่างประเทศต้องเตรียมกำลังทหารให้พร้อม การเจรจาจึงบรรลุจุดประสงค์ ดังนั้น เห็นควรนำกองทหารติดตามฮ่องเต้ไปด้วย ฮ่องเต้หลู่เห็นชอบกับขงจื๊อ

                    วันนัดพบมาถึง ระหว่างที่ฮ่องเต้ 2 แผ่นดินกำลังเจรจากัน คนของฮ่องเต้ฉีได้เข้ามารายงานว่าได้เตรียมคณะเต้นรำไว้พร้อมแล้ว จะขอเริ่มการแสดงให้ชม ฮ่องเต้ฉี อนุญาตโดยไม่ลังเล บรรดานักแสดงทุกคนมีอาวุธ อีกทั้งการปรากฏตัวก็ดูไม่เหมือนคณะเต้นรำ ขงจื๊อเห็นสถานการณ์ไม่ดี ก็ตะโกนด้วยเสียงอันดังขึ้นว่า "ฮ่องเต้ของ 2 ประเทศกำลังสนทนากันอยู่ในเรื่องสำคัญ ทำไมจึงอนุญาตให้ผู้คนเหล่านี้เข้ามาเต้นรำ ขอให้สั่งให้พวกเขาออกไปเดี๋ยวนี้" ฮ่องเต้ฉี เห็นอาวุธมีดที่ตัวขงจื๊อ ซึ่งยืนประชิดอยู่ ก็รู้ว่าต้องให้นักแสดงเหล่านั้นออกไป และฮ่องเต้ฉี ทราบว่ากองทหารของประเทศหลู่ ก็ตั้งอยู่ไม่ไกล แผนการจับตัวฮ่องเต้หลู่ไม่ประสบผลสำเร็จแน่นอน จึงประกาศจบการสนทนา

                   ระหว่างที่ขงจื๊อเป็นขุนนางประเทศหลู่ ประเทศนี้มีความเข้มแข็งมาก คุณภาพของชีวิตของประชาชนยิ่งดีวันดีคืน ฮ่องเต้และประชาชนล้วนเคารพนับถือขงจื๊อ

                   ขงจื๊อขณะอายุได้ 30 ปี ได้ตั้งโรงเรียนขึ้น 1 แห่ง นับเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกของประเทศจีน ในสมัยนั้นคนรู้หนังสือ จะมีอยู่เฉพาะในหมู่ขุนนางเท่านั้น คนธรรมดาอ่านหนังสือไม่ออก แต่นักเรียนของขงจื๊อสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง ในตอนเริ่มต้นพวกขุนนางต่างดูถูกขงจื๊อ ต่างคิดว่าคนอายุน้อยคงจะไม่สามารถสอนนักเรียนให้ดีได้ ต่อมาจึงเป็นที่ประจักษ์ว่านักเรียนที่ขงจื๊อสอนนั้นไม่เลว จึงได้นำบุตรหลานส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนของขงจื๊อ

                    นักเรียนให้ความเคารพขงจื๊ออย่างมาก มีบางคนเรียนกับขงจื๊อถึง 12 ปี ยังไม่อยากจบ ขงจื๊อสอนลูกศิษย์ได้ประมาณ 3,000 คน มีอยู่ 72 คนบรรลุถึงความเป็นผู้มีชื่อเสียง บางคนยังได้เป็นขุนนางของประเทศด้วย

                   เมื่อขงจื๊ออายุมากขึ้น ได้ทำเรื่องสำคัญคือการเขียนหนังสือเรื่อง ชุนชิว เป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เน้นเรื่องไปที่บุคคลสำคัญ และเหตุการณ์สำคัญของประเทศหลู่ ระหว่างปี 722 ก่อน ค.ศ. ถึง ปี 481 ก่อน ค.ศ. รวมประมาณ 240 ปี ในสมัยนั้นยังไม่มีกระดาษ ต้องเขียนตัวหนังสือบนแผ่นไม้ไผ่ ตอนเริ่มเขียนเรื่องนี้ ขงจื๊อจะไม่ออกมาข้างนอกบ้านเป็นวันๆ มือข้างหนึ่งถือแผ่นไม้ไผ่ มืออีกข้างหนึ่งถือพู่กัน เขียนเรื่องอย่างตั้งอกตั้งใจ นักเรียนของท่านเห็นการทำงานที่จริงจัง และเหน็ดเหนื่อย ต่างเสนอตัวเขียนแทนท่าน ท่านบอกว่า "ไม่ได้ เรื่องที่ฉันเขียนเป็นเรื่องของคนที่ตายแล้ว และฉันต้องการนำทัศนะของฉันบรรจุลงไปด้วย ฉันคิดว่าคนรุ่นหลังจะได้เข้าใจฉัน หรือไม่ก็ประณามฉันได้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ฉันได้เขียนบทอย่างนี้ของชุนชิว

                     ขงจื๊อเมื่อตอนปลายอายุ 71 ปี จึงได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงเล่มนี้สำเร็จ เป็นเพราะการที่ขงจื๊อตั้งอกตั้งใจเขียนเป็นพิเศษ ดังนั้นทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลสำคัญ และเหตุการณ์สำคัญเหล่านั้นจึงถูกบันทึกไว้อย่างถูกต้องอย่างยิ่ง

                     ขณะที่ขงจื๊อเขียนหนังสือชุนชิวนั้น ได้เขียนบทกวีร่วมสมัยขึ้นด้วย ขงจื๊อชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ ตอนที่ท่านไปอยู่ที่ประเทศฉี เคยได้ยินการบรรเลงเพลงที่ไพเราะยิ่ง ฟังแล้วครั้งหนึ่ง ใน 3 เดือน ต่อมา จะไม่มีความรู้สึกอยากลิ้มรสเนื้อ ตัวท่านเองชอบร้องเพลงและเล่นขิม ไม่เพียงแต่บรรเลงเพลงด้วยตัวเอง แต่ยังสอนนักเรียนให้ฝึกหัดดนตรี ท่านได้แต่งบทกวีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโรงเรียนของท่าน จัดกลุ่มนักเรียนให้ศึกษาวิจัยทางดนตรี ทำให้นักเรียนบางคนมีความสามารถทั้งการบรรเลงดนตรี และการขับร้อง

                  ในเวลานั้นบทกวีที่มีชื่อเสียงในสังคมมีมากกว่า 3,000 บท ขงจื๊อ ได้คัดเลือกออกมา 305 บท รวบรวมเป็นหนังสือบทกวีเล่มแรกของประเทศจีนชื่อว่า ซือจิง

                 ในบั้นปลายของชีวิต ขงจื๊อได้กลับสู่แคว้นหลู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน สั่งสอนสานุศิษย์จนถึงแก่กรรมเมื่อ 479 ปีก่อนคริสตกาล

                 ขงจื๊อได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้งนักปกครองและนักบริหารที่สามารถ มุ่งหน้าสั่งสอนการประพฤติชอบและการปกครองชอบ สั่งสอนให้ประพฤติความดีประโยชน์และความสุขในโลกนี้มากกว่าโลกหน้า หลักคำสอนของขงจื๊อได้เป็นปรัชญามากกว่าศาสนาใด ๆ ขงจื๊อสอนว่า สังคมจะมีระเบียบเรียบร้อย ถ้าทุกคนรู้จักหน้าที่และปฏิบัติตามความสัมพันธ์ต่อกัน 5 ประการ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดา กับบุตร พี่กับน้อง สามีกับภรรยา ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครอง และมิตร กับมิตร

                  คำสอนของขงจื๊อ ตลอดจนคารมที่คมคายแฝงไว้ซึ่งคติธรรมอันลึกซึ้งได้อยู่ในจิตใจของคนจีนเป็นเวลานับพันๆปี คนจีนยึดถือคำสอนเหล่านี้ในการดำรงชีวิตและกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวจีนเป็นชาติที่รักษาขนบธรรมเนียมอย่างเหนียวแน่นจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 นี้

                  ปัจจุบัน เนื่องจากค่านิยมและความคิดอุดมการณ์ของชาวจีน 1,000 ล้านคนบนแผ่นดินใหญ่ได้ถูกเปลี่ยนไปเพราะการปกครองลัทธิคอมมิวนิสต์ อิทธิพลและหลักปรัชญาขงจื๊อที่มีต่อชีวิตสังคมของชาวจีนจึงไปเฟื่องฟูปรากฏให้เห็นในไต้หวันเสียแทน ที่นี้แม้ระบบเศรษฐกิจและการเมืองจะผ่านช่วงเวลาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย แต่องค์ประกอบพื้นฐานของวัฒนธรรมทางสังคมยังมิได้แตกต่างจากอดีตซักเท่าไรนัก เช่น การบูชากราบไหว้บรรพบุรุษเช่นในอดีต โดยมีปรัชญาขงจื๊อเป็นเสมือนเส้นใยที่สอดร้อยชีวิตของผู้คนในสังคมทั้งหมดเข้าด้วยกัน

                 ลัทธิขงจื๊อไม่ใช่ศาสนา แต่ทุกละแวกในเกาะไต้หวันจะมีวัดขงจื๊อปรากฏอยู่ทั่วไป ภายในวัดไม่มีเทวรูป มีแต่หลักคำสอนเขียนประดับไว้บนแท่นบูชา เด็ก ๆจะได้รับการการปลูกฝังให้เรียนรู้และปฏิบัติตามหลักคำสอนของขงจื๊อตั้งแต่อายุยังน้อย แนวการอบรมสั่งสอนในครอบครัวก็เริ่มต้นที่ความเคารพ เชื่อฟังผู้ใหญ่ มีกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ ครูอาจารย์ ครั้นโตขึ้น การศึกษาในโรงเรียนก็ช่วยตอกย้ำสิ่งเหล่านี้ลงไปในสำนึกของผู้เรียนยิ่งขึ้นอีก แบบเรียนชั้นประถมศึกษาของไต้หวันเป็นเรื่อง “ความกตัญญูกตเวที” ความขยันหมั่นเพียรและความรักชาติเป็นสำคัญ ในขณะที่เด็กไทย เมื่อ 30-40 ปีก่อน เรียนรู้จักแบบอย่างของ เด็กชายใหม่ รักหมู่ จากหนังสือแบบเรียนเร็วของกระทรวงศึกษา เด็ก ๆ ในไต้หวันทุกวันนี้ก็ยังท่องเขียน “ไลจื่อ” ตัวอย่างของผู้มีกตัญญูกตเวทีตามแบบฉบับของลัทธิขงจื๊ออยู่อย่างขะมักเขม้น  อาจกล่าวได้ว่า ในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของสังคมจีน ส่วนที่ตั้งอยู่บนเกาะไต้หวันแม้ความเจริญทางเศรษฐกิจและวัตถุได้ผันแปรไปจากอดีตเมื่อ 2,000 ปีเศษ แต่ที่นั้นหลักคำสอนของขงจื๊อยังได้รับการให้ความสำคัญเพื่อพิสูจน์ความเชื่อของผู้นำบนเกาะไต้หวันว่า ขงจื๊อยังไม่ล้าสมัยสำหรับการสร้างสังคมให้รุดหน้า ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งศตวรรษนี้และศตวรรษต่อๆ ไป


คำสอนของขงจื้อ

                  ขงจื๊อเป็นปัญญาชนจีนที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เขาเป็น บรมครู ผู้ให้กำเนิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของจีน เขาเป็นบัณฑิต (ปัญญาชน) ที่มีชีวิตอยู่ในยุคแผ่นดินปั่นป่วนวุ่นวาย เขาเป็นแบบอย่างในอุดมคติที่ทำได้จริงตามที่ตัวเองเชื่อ และสั่งสอนผู้อื่นถึงการใช้ชีวิตแบบ "ปัญญาชนสาธารณะ" ของตัวเขาในยามที่เขาสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ที่บางคนเป็นทรราชด้วยซ้ำ ครั้นเวลาผ่านไป ผู้คนรุ่นหลังอาจจดจำ "ความยิ่งใหญ่ ของเหล่าทรราชเหล่านั้นไม่ได้แล้ว แต่ความยิ่งใหญ่ของตัวขงจื๊อและคำสอนของเขายังคงดำรงอยู่อย่างไม่มีวันตาย แม้จนทุกวันนี้ และคงเป็นเช่นนั้นไปอีกนานแสนนาน

                 คำสอนของขงจื๊อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง อุดมคติของปัญญาชน อย่างเขา คือคำสอนที่ว่าด้วย ความประพฤติของชาว "หยู" (ผู้ที่เชื่อในวิถีของวิญญูชน) ซึ่งไม่ล้าสมัยเลย แม้มองจากสายตาของคนยุคนี้ ขงจื๊อกล่าวว่า...

                 ชาวหยูที่แท้ จะต้องแสวงหา ความรู้ สร้างเสริม คุณธรรม ความสามารถอย่าง ไม่เหนื่อยหน่ายท้อแท้ เขาจะต้องพยายามทำสิ่งที่ตนศึกษาเล่าเรียนมาให้ปรากฏเป็นจริง และพร้อมที่จะรับใช้บ้านเมืองเมื่อมีโอกาส

                  ชาวหยูที่แท้ ต้องมี กิริยานอบน้อมอ่อนโยนไม่ก้าวร้าว แต่ยามที่ตัวเขายืนหยัดในหลักการ จะปฏิเสธการประนีประนอมและจะแสดงออกถึงที่สุดราวกับไม่มีน้ำใจไมตรี แต่ สำหรับความรู้ที่ตัวเขามีเหนือผู้อื่นนั้น เขากลับนอบน้อมถ่อมตัวอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ยามเคร่งครัดเขาจะมีศักดาอย่างเป็นไปเอง จนผู้อื่นมิกล้าล่วงละเมิด แต่ยามอ่อนโยน เขากลับว่านอนสอนง่าย ไม่แก่งแย่งช่วงชิง ยอมถอยให้และสละหลีก นี่คือ กิริยามารยาทของชาวหยู

                ชาวหยูที่แท้ จะระวังคำพูดและความประพฤติ ตั้งใจทำงาน และ รักษาสุขภาพเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวัน เพราะพวกเขามีอุดมคติที่สูงส่งที่ยังไม่ได้ทำให้ปรากฏเป็นจริง และมีความรับผิดชอบต่อราษฎรทั่วแผ่นดินที่ยังไม่ลุล่วง การถนอมรักร่างกาย และชีวิตของตัวเองเพื่ออุดมคติ จึงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของชาวหยู

                 ชาวหยูที่แท้จะไม่ถือเงินทอง อัญมณีและที่ดินเป็นสมบัติวิเศษสุด แต่จะถือ ความซื่อสัตย์ สัจจะ เมตตา และการอยู่ในทำนองคลองธรรมเป็นสมบัติวิเศษสุด ชาวหยูจะไม่ยอมให้ทรัพย์สินความมั่งคั่งมาเป็นภาระถ่วงความเจริญของจิตใจ สำหรับผู้มีอำนาจแล้ว ชาวหยูเป็นพวกที่ครองใจชนะใจยาก แต่ถ้าครองใจชนะใจพวกเขาได้แล้ว ก็ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นวัตถุจำนวนมาก โดยที่พวกเขายินดีร่วมมือด้วยเป็นเวลายาวนาน ที่กล่าวว่าครองใจ ชนะใจยาก ก็เพราะผู้มีอำนาจมิได้ประพฤติตัวอยู่ในครรลองคลองธรรม ส่วนที่กล่าวว่า ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยวัตถุเป็นจำนวนมาก ก็เพราะ เป้าหมายของชาวหยูอยู่ที่การบรรลุอุดมคติอันสูงส่ง มิได้อยู่ที่ค่าตอบแทนทางวัตถุ การทุ่มเททั้งกำลังกาย และกำลังใจของพวกเขาเพื่อการบรรลุอุดมคติโดยตัวมันเองมีค่าเหนือกว่าวัตถุมากมายนัก

                ชาวหยูที่แท้จะไม่โลภในทรัพย์สิน จะไม่ลุ่มหลงการท่องเที่ยวเสพสำราญ จะไม่หวาดกลัวอำนาจอิทธิพล และจะไม่จำนนต่อการข่มขู่ด้วยกำลัง ผลประโยชน์ไม่อาจทำลายคุณธรรมของพวกเขา ความตายไม่อาจเปลี่ยนอุดมคติของพวกเขา เพราะฉะนั้น พวกเขาจะไม่เสียใจกับเรื่องอดีต จะไม่วิตกกังวลกับเรื่องในอนาคต ไม่มีการทำผิดพลาดซ้ำสอง และจะไม่ผูกใจเจ็บกับคำนินทาว่าร้ายใดๆ นี่คือ เอกลักษณ์ของชาวหยู

                ชาวหยูที่แท้ จะตีสนิทได้ง่าย แต่ข่มขู่บังคับลำบาก ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่าย หากเขาทำผิดพลาด จะยินดีรับฟังคำวิจารณ์ และพร้อมปรับปรุงแก้ไข แต่จะไม่ยอมให้หยามประณามอย่างไร้เหตุผล นี่คือ ความทระนงของชาวหยู

               ชาวหยูที่แท้ จะใช้คุณธรรมป้องกันตัวเอง พวกเขาจะธำรงคุณธรรมไว้ในใจตลอดเวลา ถึงแม้จะอยู่ใต้การปกครองแบบทรราชย์ (ระบบทรราชย์) ก็สามารถอยู่อย่างปกติสุข โดยไม่จำเป็นต้องหลบหนีเร้นกาย นี่คือ ความเป็นอิสระของชาวหยู

               ชาวหยูที่แท้ แม้จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบกับคนยุคเดียวกันก็ไม่เคยลืมผู้ทรงธรรมผู้มีอุดมคติสมัยโบราณ แม้เขาจะประพฤติตัวเยี่ยงคนธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่ก็สามารถเป็นแบบอย่างแก่ชนรุ่นหลัง แม้ภยันตรายกรายถึงศีรษะ อุดมคติก็ไม่สั่นคลอน ยังคำนึงถึงราษฎรทั่วแผ่นดินดุจเดิม นี่คือ ปณิธานของชาวหยู

               ชาวหยูที่แท้ถึงมีความรู้ลึกซึ้งกว้างไกล ก็ยังคงศึกษาอย่างไม่เหนื่อยหน่าย ถึงได้รับการยกย่องว่ามีคุณธรรมสูงส่ง ก็ยังยืนหยัดปฏิบัติธรรม บ่มเพาะคุณธรรมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญ คือปณิธานอันยิ่งใหญ่ จึงไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องผลประโยชน์เฉพาะหน้า ความดีงามที่พวกเขาสร้างไว้ ต่อให้ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครยกย่องก็ไม่เป็นปัญหา พวกเขายังสามารถอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้อย่างกลมกลืนมีความสุข นี่คือ ความใจกว้างของชาวหยู

                ชาวหยูที่แท้ จะให้ความสำคัญต่อการเพิ่มพูนคุณธรรม และความรู้ของตัวเอง สำหรับพวกเขาแล้ว ถ้าได้อยู่ในอำนาจมีตำแหน่งสูงก็คือการมีโอกาสที่จะได้นำความรู้ที่ได้ศึกษามาปฏิบัติ จึงไม่มีอะไรควรแก่การเย่อหยิ่ง หลงระเริงเหลิงอำนาจ หากอยู่ในฐานะเบื้องล่างเป็นแค่คนธรรมดาไร้ซึ่งอำนาจ นั่นก็คือโอกาสที่เขาจะได้ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม จึงไม่มีอะไรต้องท้อแท้ทอดอาลัย เพราะฉะนั้นยามผู้อื่นยกย่อง พวกเขาก็ไม่สนิทสนมด้วยเป็นพิเศษ ยามผู้อื่นว่าร้าย พวกเขาก็ไม่ผูกใจเจ็บคิดล้างแค้นเมื่อมีโอกาส นี่คือ การวางตัวของชาวหยู

                สำหรับ ชาวหยูที่แท้ หากผู้มีอำนาจไม่อยู่ในครรลองคลองธรรมถึงมีฐานะยิ่งใหญ่ปานใด ก็ไม่มีทางได้ตัวพวกเขาไปเป็นที่ปรึกษาช่วยเหลือ เพราะลาภยศอำนาจของผู้มีอำนาจเหล่านั้น เทียบไม่ได้เลยกับ อภิมรรค ที่พวกเขาไขว่คว้าแสวงหาอย่างกระตือรือร้น นี่คือ ความบริสุทธิ์ไร้มลทินของชาวหยู

                ชาวหยูที่แท้ จะปฏิบัติต่อปัญญาชนเพื่อนร่วมอุดมคติ ด้วยการแนะนำวิจารณ์ และตักเตือนซึ่งกันและกัน ท่องในดินแดนแห่งความรู้และคุณธรรมที่ไร้ขอบเขตด้วยกัน ไม่มีช่องว่างทางใจเพียงเพราะอยู่ห่างไกลไม่เหินห่างเพียงเพราะถูกขวางกั้นในแง่เวลา ยามบ้านเมืองอยู่ใต้การปกครองของผู้มีอำนาจที่อยู่ในครรลองคลองธรรม จะพร้อมใจกันออกมาช่วยกันสนับสนุนส่งเสริม แต่ยามใดบ้านเมืองตกอยู่ใต้ระบบทรราชย์ก็จะพร้อมใจกันถอยห่าง

               ในเส้นทางการพัฒนาตัวเองตามทัศนะของขงจื๊อนั้น ขงจื๊อได้จำแนกคนออกเป็น 5 ประเภทคือ สามัญชน บัณฑิต ปราชญ์ วิญญูชน และอริยบุคคล โดยเรียงลำดับจากขั้นต่ำมาขั้นสูง ซึ่งสะท้อน วิวัฒนาการทางจิต ของคนผู้นั้นด้วย กล่าวคือ

                ระดับที่ 1 "สามัญชน" คือคนที่ไม่ค่อยเคารพปฏิบัติตามกฎระเบียบ ไม่สามารถกล่าวเขียนวาจาที่สะท้อนความมีสติปัญญา ไม่เคยคิดที่จะคบนักปราชญ์ ชีวิตไม่มีเป้าหมาย รู้แต่เรื่องเฉพาะหน้า ไม่มีอุดมคติที่ลึกซึ้งกว้างไกล ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองในเชิงปณิธาน ชอบเปลี่ยนความคิดไปตาม "กระแส ที่เข้ามากระทบ และไม่ยืนหยัดในหลักการ

                ระดับที่ 2 "บัณฑิต" คือบุคคลที่แม้ไม่เข้าใจเหตุผลที่ลึกซึ้ง ไม่สามารถบำเพ็ญคุณธรรมอย่างหมดจด แต่ก็มีความรู้และความเชื่อบางอย่าง ทำงานและประพฤติตัวตามหลักการบางอย่าง เพราะฉะนั้น ถึงระดับความรู้ความเข้าใจจะมีข้อจำกัดก็ยึดกุมความรู้ความเข้าใจได้ในระดับจำกัดนั้นอย่างแม่นยำ ถึงระดับความสามารถในการพูดจะมีข้อจำกัด ก็เข้าใจเหตุผลที่กำลังพูดอย่างแท้จริง ถึงระดับความสามารถในการสื่อด้วยความประพฤติจะมีจำกัด ก็ระมัดระวังความประพฤติของตัวเองเสมอ พวกเขาจึงสามารถเผชิญความจริงภายใต้ข้อจำกัดของตัวเอง

                ระดับที่ 3 "ปราชญ์" คือบุคคลที่ประพฤติตัวอยู่ในทำนองคลองธรรมมีวาจาเที่ยงแท้เป็นที่น่าเชื่อถือ มีความรู้และคุณธรรมมากพอที่จะเป็นแบบอย่างแก่ราษฎรทั่วแผ่นดินได้

                ระดับที่ 4 "วิญญูชน คือบุคคลที่ศึกษาความรู้บ่มเพาะคุณธรรมอย่างทุ่มเท พูดจริงทำจริง ไม่บ่นโทษ ไม่นินทา ไม่พยาบาท มีคุณธรรมสูงส่ง แต่ไม่เย่อหยิ่งทะนงตน มีสติปัญญาเลิศล้ำ แต่กลับมีท่าทีอบอุ่น นอบน้อม จนดูคล้ายไร้สติปัญญา ทั้งๆ ที่แท้ที่จริงแล้วมีความสามารถอันลึกล้ำหาผู้ใดเสมอยาก

                ระดับที่ 5 "อริยบุคคล" คือบุคคลที่มีจิตใจสูงส่งน่าบูชาดุจฟ้าดิน แต่สามารถปรับตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม มีสติปัญญาแจ่มจ้าดุจแสงแห่งสุริยันจันทรา สามารถหยั่งรู้รากเหง้าของสรรพสิ่ง ยามดำเนินมรรคธรรมจะประหนึ่งฟ้าดินหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตโดยไม่ลำเลิก และเหล่าราษฎรทั้งปวงก็หารู้ไม่ว่ารับบุญคุณท่านแล้ว คนทั่วไปจึงไม่ทราบว่า ท่านได้ทำอะไรบ้าง ไม่ทราบว่าท่านมีคุณธรรมสูงส่งเพียงใด ดุจเดียวกับที่ไม่เข้าใจความลับของฟ้าดิน

                การรุดหน้าไปสู่ สังคมความรู้ และ สังคมปัญญา โดยที่สามารถแก้ไขปัญหาการตกต่ำทางศีลธรรมได้ด้วยนั้น แท้ที่จริงก็คือ กระบวนการขัดเกลาประชาชน และให้การศึกษาประชาชนอย่างรอบด้านในทุกมิติอย่างบูรณาการ โดยไม่ละเลยด้านใดด้านหนึ่งหรือเน้นด้านใดด้านหนึ่งจนเสียสมดุล ซึ่งต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง และยาวนานพอที่สามัญชนส่วนใหญ่จะเริ่มกลายเป็นบัณฑิต ขณะที่บัณฑิตก็เริ่มกลายเป็นปราชญ์ และปราชญ์ก็เริ่มกลายเป็นวิญญูชน โดยที่วิญญูชนก็เริ่มกลายเป็นอริยบุคคล นั่นเอง แต่กระบวนการขัดเกลาประชาชนเช่นข้างต้นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้มีอำนาจยังคงหลงผิดแลเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่

Leeds01:

วิพากษ์คำสอนของขงจื๊อ

    คำสอนของขงจื๊อมีอิทธิพลในจีนมาก มีคำถามว่าคำสอนนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือว่าส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจกันแน่

                 ในทัศนะของคนจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาตะวันออกไม่ลึกซึ้งนัก คำสอนของขงจื๊อดูเป็นสิ่งที่เชย ล้าสมัยและเข้าใจยาก ทั้งๆ ที่คำสอนของขงจื๊อได้ผ่านการพิสูจน์จากกาลเวลาอันยาวนาน จนสามารถคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ มิหนำซ้ำ บางด้านของคำสอนขงจื๊อยังเคยมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาด้วย แม้จะเคยมีบางช่วงที่คำสอนของขงจื๊อถูกปิดกั้น และทำลายในแผ่นดินจีนช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่คำสอนของขงจื๊อก็สามารถฟื้นฟูฐานะเป็นที่ยอมรับได้ไม่เสื่อมคลาย นั่นเป็นเพราะ มีความจริงแท้ดำรงอยู่ในบางส่วนของคำสอนของขงจื๊อ ที่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างถ่องแท้ โดยที่ในช่วงสองพันกว่าปีมานี้ แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักในระดับโครงสร้างเชิงลึก

     จุดเด่นในคำสอนของขงจื๊อที่สังคมไทยควรบูรณาการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และภูมิปัญญาของตนก็คือ คำสอนที่โน้มน้าวให้คนเราใฝ่รู้ รักการศึกษา และรู้จักนำความรู้ที่ได้ไปทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง และสังคมโดยรวม โดยผ่านการเดินบนวิถีของวิญญูชน (บัณฑิตปัญญาชนผู้เปี่ยมคุณธรรม) ที่สามารถครองชีวิตอย่างสงบ ซื่อสัตย์ สุจริต และสมบูรณ์พูนสุขในโลกภายในได้โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

                    พรรคคอมมิวนิสต์ได้เคยหยิบเอาคำสอนของขงจื๊อมาโจมตี เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง สมัยก่อนใครยกย่องขงจื๊อจะถูกโจมตี แต่เดี๋ยวนี้สังคมจีนเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจคำสอนของขงจื๊อมากขึ้นเรื่อยๆ  ขงจื๊อไม่เพียงแต่อนุรักษ์วัฒนธรรม จารีต ประเพณีเท่านั้น ยังมีการสร้างสรรค์อีกด้วย ในคัมภีร์จงหย่งของขงจื๊ออันเป็นคัมภีร์ว่าด้วยการเดินทางสายกลาง บอกเอาไว้ว่า ภัยพิบัติจะหลีกเลี่ยงไม่พ้น จะตกอยู่กับผู้คนที่มีชีวิตในยุคนี้ ถ้ามัวแต่โหยหาอดีตก็จะพบแต่ความพิบัติ

    โดยที่ขงจื๊อไม่ได้เขียนหนังสือเอาไว้จึงได้มีการบันทึกประวัติศาสตร์เป็นไปอย่างตรงไปตรงมาเอาไว้กลายเป็นคัมภีร์ 6 เล่มของขงจื้อ ดังนี้

1.       คัมภีร์โคลงกลอน เรียกว่า ซือจิง

2.       คัมภีร์การปกครอง เรียกว่า ซูจิง

3.       คัมภีร์ว่าด้วยจารีตและธรรมเนียมปฏิบัติ เรียกว่า หลี่จิง

4.       คัมภร์ว่าด้วยวิทยาศาสตร์และการเปลี่ยนแปลง เรียกว่า อี้จิง

5.       คัมภีร์ดนตรี เรียกว่า เย่จิง คัมภีร์อันนี้ที่ว่ามันหายไป

6.       คัมภีร์ประวัติศาสตร์ เรียกว่า ชุนชิว

                  ขงจื๊อได้รับการยกย่องว่าเป็นครูคนแรก โดยเฉพาะในไต้หวัน แต่ในจีนปัจจุบันยังไม่รับเต็มที่ ขงจื๊อมีหลักอยู่อย่างหนึ่งที่เขาพูดเป็น 8 คำ เป็นสิ่งสะท้อนแนวคิดของเขา 8 คำที่ว่าคือ จิน จิน เฉิน เฉิน ฟู่ ฟู่ จื่อ จื่อ หมายความว่า+++(จิน) ทำหน้าที่อย่าง+++ ขุนนาง(เฉิน) ทำหน้าที่อย่างขุนนาง พ่อ(ฟู่) ทำหน้าที่อย่างพ่อ บุตร(จื่อ) ทำหน้าที่อย่างบุตรทุกสิ่งก็จะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย

                  ที่สังคมมีความวุ่นวายก็เพราะแต่ละคนปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง อันนี้เป็นความคิดแบบ Functionalism ที่ว่าสิ่งต่างๆ จะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ถ้าส่วนต่างๆ ทำหน้าที่ของตนไปอย่างถูกต้อง รถยนต์จะแล่นไปได้เมื่อส่วนต่างๆ เช่น เครื่องยนต์ หัวฉีด ลูกสูบ ฯลฯ ต่างทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ ถ้าส่วนใดไม่ทำหน้าที่รถยนต์ก็จะไม่สามารถแล่นต่อไปได้ คำสอนเรื่องต่างๆ ที่ขงจื้อเน้น เช่น

                  1. เรื่อง หลี่ หรือจารีตประเพณี  สิ่งแรกที่ขงจื๊อถูกกล่าวหาว่าอนุรักษ์นิยม ก็เพราะการเน้นเรื่องจารีตประเพณีนี้เอง ขงจื๊อถูกมองว่าเป็นพวกหัวเก่า ขงจื๊อมีเหตุผลว่า ทำไมขงจื๊อจึงสอนให้คนยึดจารีตประเพณี เหตุผลคือในสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมาย ต้องใช้จารีตประเพณีเป็นบรรทัดฐานให้สังคม จารีตประเพณีเป็นสิ่งสำคัญ จะเห็นจากสังคมที่เจริญแล้ว กับสังคมที่ยังป่าเถื่อน ความแตกต่างจะเห็นได้จากการแต่งตาย การพูดจาปราศรัย

                   2.  เรื่อง เหยิน หรือมนุษยธรรม หมายถึงการรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การแบ่งแยกสูงต่ำนั้น เพียงเพื่อแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันเท่านั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ขงจื๊อสอนว่าอย่าไปทำอะไรกับคนอื่น ในสิ่งที่ไม่อยากให้เขาทำกับเรา

                   3. เรื่องจงหย่วน หรือหลักเรื่องการเดินสายกลาง การอยู่กันในคนหมู่มาก การจะทำอะไรแบบสุดขั้วเป็นเรื่องยาก ดังนั้นจึงไม่ควรดำเนินนโยบายแบบสุดขั้ว

                   4. เรื่อง เทียนมิ่ง หรือฟ้าลิขิต ในสมัยนั้นคนจีนยังเชื่อฟ้าลิขิตมาก ขงจื๊อสอนว่า คนเราสามารถเลือกที่จะเป็นคนดี คนไม่ดี ฉลาด หรือโง่ ซื่อสัตย์ หรือไม่ โดยการฝึกปฏิบัติ ต้องอดทนและขยัน คำๆ หนึ่งที่แพร่หลายมากในจีนคือคำว่าเหยิ่นแปลว่าความอดทน

                   5. เรื่อง เจี่ยงอี้ หรือการศึกษา ขงจื้อให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาก เขาเป็นคนจัดตั้งโรงเรียนเอกชนแห่งแรกในประเทศจีน เขามีลูกศิษย์มากถึง 3,000 คน เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิ 72 คน ในช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวาย รบพุ่งกัน คาสอนของขงจื้อไม่ได้รับความนิยมมาได้รับความนิยมเมื่อเขาตายไปแล้วในสมัยราชวงศ์ฮั่น ประมาณ 206 B.C.

                   คำสอนของขงจื๊อ มีอิทธิพลมากในประเทศจีน ใช้ในการศึกษาเล่าเรียน จีนเป็นประเทศที่มีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ เริ่มมาตั้งแต่ราชวงศ์สุย ปี ค.ศ.581 การสอบจอหงวนทำอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ 3 ปีสอบหนึ่งครั้ง แต่อาจผันแปรไปตามยุคสมัย เลิกสอบในปี ค.ศ.1905 สมัยราชวงศ์ชิง

                   ในปี ค.ศ.1911 ดร.ซุนยัดเซ็น ยึดอำนาจล้มระบบ+++ และในปี ค.ศ.1949 เหมา เจ๋อ ตง ยึดแผ่นดินใหญ่สำเร็จ

                      ศาสนาต่างจากลัทธิตรงที่องค์ประกอบมากกว่า เช่น มีพิธีกรรม มีสาวก ขงจื๊อเป็นเพียงลัทธิไม่ใช่ศาสนา

                   ที่มองว่าขงจื๊อเป็นนักอนุรักษ์ เพราะว่าขงจื๊อรวบรวมจารีต ประเพณี บทกลอน บทเพลง ให้เป็นหมวดหมู่ สำหรับอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา

                   ที่มองว่าขงจื๊อเป็นนักสร้างสรรค์ เพราะว่าขงจื๊อสอนให้รู้จักคิดอย่างมีเหตุมีผล ใช้หลักการบางประการที่ดีงาน สอนให้รู้จักฝึกปฏิบัติ ขยัน และอดทน ไม่ฝากชีวิตไว้กับลิขิตฟ้า

                      หลักสำคัญที่มีคนพูดถึงขงจื้อมากที่สุดคือ หลักเรื่องความรับผิดชอบ ขงจื๊อให้ความสำคัญเรื่องครอบครัวว่าเป็นหัวใจของสังคม ครอบครัวเป็นจุดคิดของขงจื๊อ เขากล่าวถึงความสัมพันธ์ 5 คู่ ดังนี้

·       ผู้ปกครอง  กับ ประชาชน - ความจงรักภักดี               

·        พ่อ กับ ลูก – ความกตัญญู

·       สามี กับ ภรรยา – ความซื่อสัตย์

·       พี่ กับ น้อง – ความสามัคคี

·       เพื่อน กับ เพื่อน – ความซื่อสัตย์

                     นอกจากขงจื๊อแล้ว เม่งจื่อ ก็เป็นนักคิดคนสำคัญของสำนักหยู มีคนถามเม่งจื่อว่า ของสามสิ่งอะไรสำคัญที่สุด ระหว่างประชาชน เศรษฐกิจ และ+++ เม่งจื่อ ตอบว่าประชาชนสำคัญที่สุด เศรษฐกิจมีความสำคัญรองลงไป ส่วน+++มีความสำคัญลำดับสุดท้าย เม่งจื่อ สอนเรื่องหลักการปกครองว่ามีหลักอยู่ 4 ประการคือ เหยิน(มนุษยธรรม) อี้(ความซื่อสัตย์) หลี่(จารีตประเพณี) และจื๊อ(ปัญญา)


สรุปแนวคิดของขงจื๊อในด้านการเมืองการปกครอง

                        1. การปกครองระบอบประชาธิปไตยเน้นเรื่องความเสมอภาค แต่ขงจื๊อบอกว่าคนเรานั้นไม่เท่ากัน

                     2. แนวคิดของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในเรื่องเสรีภาพ จะเน้นเรื่องปัจเจกบุคคล(Individualism) แต่แนวคิดของขงจื้อนั้นมองว่าแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หากคนใดคนหนึ่งทำไม่ดีก็จะมีผลกระทบต่อสังคม มีคนบอกว่าแนวคิดของขงจื๊อเป็นแบบหมู่คณะนิยม(Collectivism) ซึ่งAristotle ก็มองแบบนี้เหมือนกัน โดยมอง The Whole มากกว่าส่วนย่อย แต่แปลกที่คนมองว่าแนวคิดของ Aristotle สอดคล้องกับประชาธิปไตย แต่แนวคิดของขงจื๊อไม่สอดคล้อง

                     3. Pluralism ประชาธิปไตยปัจจุบันเน้นเรื่องความหลากหลาย ประชาธิปไตยในสมัย Socrates,Plato, Aristotle นั้น จริงๆ แล้วเป็นเผด็จการโดยประชาชน ข้อเสียของประชาธิปไตยคือเน้นปริมาณ(Quantity) ไม่ได้เน้นคุณภาพ(Quality)

                       ขงจื๊อเป็นนักคิดแนวอนุรักษ์นิยม ส่วนหนึ่งเพราะเขาเน้นจารีตประเพณี เน้นเรื่องความรับผิดชอบ เน้นเรื่องหน้าที่ มุ่งที่จะธำรงสังคม ภายใต้กรอบที่เขาเห็นว่าสวยงาม ในมุมมองของเขา อะไรคือตัวแบบในมุมมองของขงจื๊อ คำตอบคือราชวงศ์โจวตะวันตก เป็นแบบฉบับของแบบแผนความประพฤติที่เขาอยากให้สังคมจีนเป็น ในยุคนั้นจีนมีแต่ความสงบเรียบร้อย ตัวของขงจื้อยู่ในยุคโจวตะวันออกที่มีแต่สงครามรบพุ่งกัน

                       เต๋าเป็นลัทธิสำคัญลัทธิหนึ่ง  แต่ไม่ได้รับความนิยมกว้างขวางเท่าขงจื๊อ  เต๋าจะแพร่หลายในหมู่ปัญญาชน และศิลปิน ตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดเต๋า เช่น ภาพวาดที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ต้นไม้ ภูเขา เป็นต้น   ขณะที่ขงจื๊อเน้นเรื่องครอบครัว ความอบอุ่น ความอุดมสมบูรณ์  แต่เต๋า เน้นเรื่องธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร ต้นไผ่ และความสันโดษ

                       หลักการของเต๋า

                       1.  เน้นธรรมชาติ อาจเรียกว่าธรรมชาตินิยม สอนให้ตั้งคำถามเพื่อให้เข้าใจถึงธรรมชาติของสรรพสิ่งต่างๆ  เช่น  คำถามเกี่ยวกับที่ไปที่มาของสรรพสิ่ง  การทำงานของสิ่งต่างๆ ว่ามันทำงานอย่างไร ระบบการเมืองประกอบด้วยอะไร เป็นอย่างไร มีปัญหาอะไร

                       2. สรรพสิ่งตามธรรมชาติ มันขัดแย้งและตรงกันข้าม เช่น มีดี จึงมีชั่ว มีสูงจึงมีต่ำ มีขาวจึงมีดำ มีเปิดจึงมีปิด มีหญิงจึงมีชาย มีกลางวันจึงมีกลางคืน  แนวคิดนี้มีความสำคัญมากในทางรัฐศาสตร์ คนที่จะเรียนรัฐศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จต้องเป็นคนที่ช่างสงสัย (Scepticism) ต้องมี Critical Mind

                       3. หลัก อู๋ เหวย เอ้อ จื่อ ปกครองโดยไม่ต้องปกครอง ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับวิชาว่าด้วยการรบของซุนหวู่ คือรบโดยไม่ต้องรบ  หลักการอันนี้เป็นหลักการอันเดียวกับหลัก Laisssez-Faire = Capitalism  ทุนนิยม คือปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ รัฐอย่าเข้าไปควบคุม อย่าเข้าไปแทรกแซง

                       มีคนมองว่าประเทศในเอเชีย ที่เศรษฐกิจไม่เจริญเติบโต เพราะไม่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก นักเขียนชื่อ A.T.NUYEN บอกว่าไม่ใช่ เพราคนเอเชียไม่ใช่ไม่มีแนวความคิดแบบทุนนิยมอยู่ในหัว แต่อาจเป็นเพราะเหตุผลอื่น

                       หลักของทุนนิยม

                       1. รัฐไม่เข้าไปแทรกแซงทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือหลัก อู๋เหวยนั่นเอง เราเคยเข้าใจกันว่า Adam Smith เป็นผู้คิดระบบทุนนิยมคนแรก เมื่อสืบค้นต่อไป พบว่าคนที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดของ Adam Smith คือ Francis Quesney  ที่ปรึกษารัฐบาลฝรั่งเศส เป็นหัวหน้าสำนัก Physiocrats หรือสำนักธรรมชาตินิยม ในขณะนั้นตะวันตกเป็นยุค Mercantillism  เขาแนะนำว่าให้เปิดเสรีทางเศรษฐกิจ  เขาสนใจปรัชญาจีน  จนได้รับสมญานามว่าขงจื๊อแห่งยุโรป (Confucius Europe)

                    2. หนังสือเรื่อง The Wealth of Naions  ความมั่งคั่งของชาติ เขียนโดย Adam Smith เป็นหนังสือต้นฉบับว่าด้วยระบบทุนนิยม ทุนนิยมเชื่อว่าโดยธรรมชาติแล้ว มีกลไกที่ควบคุม (Self-regularity mechanism ) รัฐไม่จำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซง ใครจะผลิตมาก ผลิตน้อย ขายถูก ขายแพง กลไกตลาดจะเป็นตัวควบคุมเอง

                         John Locke เป็นเสรีนิยม แต่เขาเชื่อว่ารัฐยังมีความจำเป็นในบางระดับ ไม่ถึงกับไม่นิยมการมีรัฐ แค่ควรเป็น minimal state เท่านั้น

                       ลัทธิเต๋า มองว่ายังจำเป็นต้องมีรัฐ แต่ปกครองเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

                       2. Free Competition การค้าเสรี การผลิตต้องแข่งขันกัน ผลิตให้มากอย่างมีประสิทธิภาพ ขายให้ได้มาก มีเสรี จุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิด  Checks and Balances ไม่ให้เกิดการผูกขาด (Monopoly) ใครขายแพงก็จะขายไม่ได้เอง แต่ทุกวันนี้เกิดบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก เข้ามาค้าขาย มีทุนที่สูงกว่าบริษัทในท้องถิ่น ขาดความสมดุล จึงไม่เป็นไปตามหลักของระบบทุนนิยม หลักดุลภาพจะสอดคล้องกับหลักจงหยง คือสายกลาง

                       สำนักนิตินิยม หรือสำนักกฎหมาย หรือฝ่าเจีย บุคคลที่สำคัญของสำนักนี้คือหันเฟยจื่อ ขงจื๊อยึดหลักปกครองประเทศโดยอาศัยจารีตประเพณี  ย่งจื่อยึดหลักปกครองโดยอาศัยมนุษยธรรม แต่หันเฟยจื่อยึดหลักปกครองประเทศโดยอาศัยกฎหมาย การปกครองประเทศโดยอาศัยกฎหมาย ซึ่งอาจจำเป็นสำหรับประเทศที่มีขนาดใหญ่โตมาก ๆ เป็นการปกครองที่เน้นเรื่องการลงโทษและให้รางวัลเป็นเครื่องมือในการปกครอง ฝรั่งบอกว่าเป็นหลัก Sticks and Carrols  ในสมัยฉินซีฮ่องเต้  ใช้หลักนิติธรรมการปกครอง อาจเป็นเพราะใช้กฎหมายเคร่งครัดเกินไป จึงถูกต่อต้าน ราชวงศ์นี้จึงอยู่ได้เพียง 15 ปีเท่านั้น ฉินซี ถูกมองว่าเป็นมหาราช  เพราะสามารถรวบรวมจีนเป็นปึกแผ่น ขณะเดียวกันถูกมองว่าเป็นทรราชย์ เพราะจัดการกับนักวิชาการจำนวนมาก

                       Plato บอกการปกครองที่ดีต้องกระทำโดย Philosopher King – ยึดคนเป็นหลัก

                       Aristotle การปกครองที่ดีต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก Rule by Laws

                       ปัจจุบันการปกครองของประเทศไทยเรา  เราบอกทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

                       ความชอบธรรม (Legitimacy) เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก  เมื่อประชาชนให้ความยินยอม(consent of the people ) ก็จะเกิดความชอบธรรมขึ้น การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ ไม่ได้รับ consent of the people  จึงขาดความชอบธรรม เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป