NoPeter.Org  ชมรมคนไม่เอาพรรคแมลงสาบ !
เมษายน 18, 2014, 10:12:54 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
Small | Large
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: « 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 »   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รัฐของประชาชน ที่ลุกขึ้นเป็นกองทัพ พร้อมกันทั้งประเทศ สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง  (อ่าน 61921 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #70 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2010, 05:58:04 AM »


จักรวรรดิโรมันตะวันออก
Βασιλεία Ρωμαίων
จักรวรรดิไบแซนไทน์
จักรวรรดิ

 พ.ศ. 873–1996  →
 
สัญลักษณ์
 


ธงชาติ



ตราแผ่นดิน


แผนที่




จักรวรรดิไบแซนไทน์ในช่วงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อประมาณ พ.ศ. 1090
(ค.ศ. 550) ในสมัยที่จักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1ครองราชย์

เมืองหลวง คอนสแตนติโนเปิล¹
พ.ศ. 873 - 1747
พ.ศ. 1804 - 1996
ภาษา กรีก
(และภาษาละตินในช่วงแรกๆ ของการก่อตั้ง)
ศาสนา คริสต์ศาสนานิกายออร์โธด๊อกซ์
สกุลเงิน โซลิดัส (Solidus)
ไฮเปอร์ไพรอน (Hyperpyron)
การปกครอง ***

จักรพรรดิ   
 - พ.ศ. 849-880 คอนสแตนตินมหาราช
 - พ.ศ. 1992-1996 คอนสแตนตินที่สิบเอ็ด
เมกกะดูกซ์   

ยุคประวัติศาสตร์ 
 - พ.ศ. 873 สถาปนากรุงคอนสแตนติโนเปิล
 - พ.ศ. 1597 (ค.ศ. 1054) การแบ่งแยกระหว่างคริสต์ศาสนา
นิกายโรมันคาทอลิก กับ นิกายออร์โธดอกซ์
 - พ.ศ. 1747 (ค.ศ. 1204) การเสียกรุงคอนสแตนติโนเปิลในสงครามครูเสดครั้งที่สี่
 - พ.ศ. 1804 (ค.ศ. 1261) การยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลคืน
 - พ.ศ. 1996 (ค.ศ. 1453) คอนสแตนติโนเปิลล่มสลาย

เนื้อที่ 
 - สูงสุด 4,500,000 กม.² 1,737,460 ไมล์²

ประชากร 
 - สูงสุด 34,000,000 
     ความหนาแน่น 7.6 /กม.² (19.6 /ไมล์²)


จักรวรรดิไบแซนไทน์หรือไบแซนทิอุม (อังกฤษ: Byzantine Empire หรือ Byzantium, กรีก: Βασιλεία των Ρωμαίων) คือคำที่ใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาเพื่อเรียกจักรวรรดิโรมันแห่งยุคกลางที่ใช้ภาษากรีกเป็นภาษาหลัก (ต่างจากจักรวรรดิโรมันในยุคคลาสสิกที่ใช้ภาษาละติน) โดยมีศูนย์กลางจักรวรรดิอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล หรืออาจเรียกได้อีกนามหนึ่งว่าเป็นจักรวรรดิโรมันตะวันออกนั่นเอง โดยชื่อหลังนี้มักจะใช้กล่าวถึงไบแซนไทน์ในยุคก่อนที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกจะล่มสลาย

จากประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของจักรวรรดิไบแซนไทน์ได้แสดงให้เห็นว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์คือจักรวรรดิของชาวกรีก เมื่อคำนึงถึงอิทธิพลของภาษากรีก วัฒนธรรมกรีกและประชากรเชื้อสายกรีก แต่ประชาชนของจักรวรรดิเองนั้น มองจักรวรรดิของตนว่าเป็นเพียงจักรวรรดิโรมันที่มีจักรพรรดิโรมันสืบทอดตำแหน่งอย่างต่อเนื่องกันเท่านั้น

การเริ่มต้นของจักรวรรดิไบแซนไทน์นั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด โดยส่วนใหญ่ถือว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์เริ่มต้นขึ้นเมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 (ครองราชย์ พ.ศ. 849-880) แห่งโรมได้สถาปนานครคอนสแตนติโนเปิลให้เป็น "โรมใหม่" ในปี พ.ศ. 873 (ค.ศ. 330) และย้ายเมืองหลวงจากโรมมาเป็นคอนสแตนติโนเปิลแทน ดังนั้น จึงถือว่าจักรพรรดิคอนสแตนตินเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิไบแซนไทน์ไปโดยปริยาย แต่ก็มีบางส่วนถือว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์เริ่มต้นขึ้นในสมัยของธีโอโดเซียสมหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. 922-938) ซึ่งคริสต์ศาสนาได้เข้ามาแทนที่ลัทธิเพเกินบูชาเทพเจ้าโรมันในฐานะศาสนาประจำชาติ หรือหลังจากธีโอโดเซียสสววรคตใน พ.ศ. 938 เมื่อจักรวรรดิโรมันได้แบ่งขั้วการปกครองเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตกอย่างเด็ดขาด ทั้งยังมีบ้างส่วนที่ถือว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์เริ่มต้นขึ้น "อย่างแท้จริง" เมื่อจักรพรรดิโรมูลูส ออกุสตูลูส ซึ่งถือว่าเป็นจักรพรรดิโรมันตะวันตกองค์สุดท้ายถูกปราบดาภิเศก ซึ่งทำให้อำนาจในการปกครองจักรวรรดิตกอยู่ที่ชาวกรีกในฝั่งตะวันออกแต่เพียงฝ่ายเดียว และยังมีอีกบางส่วนที่ถือว่าจักรวรรดิโรมันได้แปลงสภาพเป็นจักรวรรดิไบแซนไทน์โดยสมบูรณ์ เมื่อจักรพรรดิเฮราคลิอุสเปลี่ยนแปลงชื่อตำแหน่งในราชการ จากเดิมที่เป็นภาษาละติน ให้กลายเป็นภาษากรีกแทน

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงสถานะของจักรวรรดินั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงก่อนที่จักรพรรดิคอนสแตนตินจะสถาปนานครคอนสแตนติโนเปิลให้เป็นเมืองหลวงใหม่ของจักรวรรดิโรมันใน พ.ศ. 873 ก็ตาม ในตอนนั้นก็ได้มีการแปลงสภาพวัฒนธรรมจากโรมันเป็นกรีก รวมถึงการเปิดรับคริสต์ศาสนาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปแล้ว

การล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์ โดยทั่วไปแล้ว เชื่อว่าเกิดขึ้นหลังจากที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกยึดโดยชาวออตโตมันเติร์ก ในปี พ.ศ. 1996 โดยกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นอิสตันบูลมาจนถึงปัจจุบัน และในทางประวัติศาสตร์ยังได้ถือว่าการสิ้นสุดของจักรวรรดิไบแซนไทน์เป็นจุดสิ้นสุดยุคกลางในยุโรปอีกด้วย
บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #71 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2010, 03:58:00 PM »


โรม
Comune di Roma
 


เปลือกนอกสนามกรีฑา(กีฬา)โบราณ โคลอสเซียม(Colosseum) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโคลิเซียม(Coliseum) : สังเวียนแห่งความตาย

ชื่อเล่น: นครอมตะ
คำขวัญ: Senatus Populus Que Romanus (SPQR)  (Latin)




ที่ตั้งของโรมในประเทศอิตาลี
พิกัดภูมิศาสตร์: 41°54′″N, 12°30′″E
สาธารณรัฐ ประเทศอิตาลี
แคว้น แคว้นลาซีโอ
ก่อตั้ง 21 เมษายน 753 ปีก่อนคริสต์ศักราช
รัฐบาล
 - นกยกเทศมนตรี Giovanni Alemanno
เนื้อที่
 - ทั้งหมด 1,285 km²  (496.1 ไมล์²)
 - Urban 5,352 km² (2,066 sq mi)
ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล +20 ม. (66 ฟุต)
ประชากร (ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549)
 - เมือง 2,705,603 (1st)
 - ความหนาแน่นประชากร 2,105.5/กม.² (4,664.8/ตร.ม.)
 - ชานเมือง 4,013,057
 - เขตเมือง 5,493,308
เขตเวลา CET (UTC+1)
 - ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) CEST (UTC+2)
รหัสไปรษณีย์ 00121 ถึง 00199
รหัสพื้นที่ 06
Patron saints นักบุญปีเตอร์ และ นักบุญพอล
=
เว็บไซต์: www.comune.roma.it


โรม (อิตาลี: Roma อ่านว่า โรมา; อังกฤษ: Rome) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นลาซีโอและประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ในเขตตัวเมืองมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 2.5 ล้านคน ถ้ารวมเมืองโดยรอบจะมีประมาณ 4.3 ล้านคน โดยมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับมิลานและเนเปิลส์

นอกจากนี้ โรมยังเป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน ซึ่งเป็นดินแดนที่ประทับของพระสันตปาปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกอีกด้วย


ประวัติศาสตร์
 
โรมมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,800 ปี ตั้งอยู่บนเนินเขาทั้งเจ็ดริมฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ตอนกลางของประเทศ โดยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรในอดีตมากมาย เช่น ราชอาณาจักรโรมัน สาธารณรัฐโรมัน และจักรวรรดิโรมัน โรมเคยเป็นเมืองที่มีบทบาทมากที่สุดของอารยธรรมตะวันตก และในอดีตได้เป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันได้เป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลีตั้งแต่ ค.ศ. 1870


เศรษฐกิจ

ประชากรในเขตของโรมผลิตจีดีพีได้ประมาณ 6.7% ของจีดีพีรวมทั้งประเทศ (97 พันล้านยูโร) อุตสาหกรรมหลักของโรมคือการท่องเที่ยว นอกจากนี้โรมยังเป็นศูนย์กลางการธนาคาร การพิมพ์ การประกันภัย และแฟชั่น


กีฬา

โรมได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 1960 และเป็นตัวแทนในการแข่งขันจัดการแข่งขัน โอลิมปิกฤดูร้อน 2016 กีฬาที่นิยมเล่นมากสุดคือฟุตบอลเช่นเดียวกับเมืองอื่นในประเทศ โดยมีสตาดีโอโอลิมปีโกเป็นสนามฟุตบอลประจำเมืองที่ได้เป็นสนามแข่งขัน ฟุตบอลโลก 1990 และเป็นสนามเหย้าของ สโมสรกีฬาโรมาและสโมสรกีฬาลาซีโอ นอกจากฟุตบอลแล้ว รักบี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยมีสตาดีโอฟลามีนีโอเป็นสนามรักบี้สำหรับรักบี้ทีมชาติของอิตาลี ซึ่งได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับชาติตั้งแต่ ค.ศ. 2000 โดยมีทีมที่มีชื่อเสียงคือ ยูนีโอเนรักบี้คาปีโตลีนา รักบี้โรมา และ สโมสรกีฬาลาซีโอ การแข่งขันจักรยานเริ่มเป็นที่นิยมภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โรมได้เป็นสถานที่จัดการแข่งขัน จีโรดีตาเลีย สองครั้งในปี ค.ศ. 1989 และ 2000 ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมีการแข่งขันมาราธอนประจำปี นอกจากนี้โรมยังมีทีมกีฬาอาชีพที่เป็นที่รู้จักหลายอย่างเช่น พาลลาคาเนโตรเวร์ตุสโรมา (บาสเกสตบอล) สโมสรกีฬาลาซีโอ (แฮนด์บอล) โรมาวอลเลย์ เวอร์ตุสโรมา และ ลีเนอาเมดีกาชีรัมโรมา (วอลเลย์บอล) และ สโมสรกีฬาโรมา และสโมสรกีฬาลาซีโอ (โปโลน้ำ)


แหล่งข้อมูลอื่น

http://www.comune.roma.it/was/wps/portal/pcr
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของโรม (อิตาลี)



แคว้นลาซีโอ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พิกัดภูมิศาสตร์: 41°58′41″N 12°45′24″E / 41.97806°N 12.75667°E / 41.97806; 12.75667
 



ที่ตั้งแคว้นลาซีโอ ในประเทศอิตาลีลาซีโอ (อิตาลี: Lazio, ละติน: Latium) เป็นหนึ่งใน 20 แคว้นของประเทศอิตาลี ติดต่อกับทัสเคนี อุมเบรีย อาบรุซโซ มาร์เก กัมปาเนีย และทะเล Tyrrhenian ลาซีโอมีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ศาสนา และ วัฒนธรรม ในแคว้นลาซีโอแบ่งออกเป็น 5 จังหวัด โดยมีโรมเป็นเมืองเอกของแคว้น

ในแคว้นลาซีโอมีทีมฟุตบอลที่สำคัญสองทีมคือ สโมสรฟุตบอลลาซีโอ และ สโมสรฟุตบอลโรมา


แคว้นในประเทศอิตาลี
 
แคว้น อาบรุซโซ  · บาซีลิกาตา  · กาลาเบรีย  · กัมปาเนีย  · เอมีเลีย-โรมานยา  · ลาซีโอ  · ลิกูเรีย  · ลอมบาร์เดีย  · มาร์เก  · โมลีเซ  · ปีเอมอนเต  · ปูเกลีย  · ตอสกานา  · อุมเบรีย  · เวเนโต  
 
แคว้นปกครองตนเอง ฟรีอูลี-เวเนเซียจูเลีย  · ซาร์เดนญา  · วัลเลดอสเต  · เตรนตีโน-อัลโตอาดีเจ  · ซิชิลี  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2010, 11:43:43 AM โดย Leeds01 » บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #72 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 01:02:00 AM »


 ปราสาทส่วนตัวของสมเด็จพระสันตะปาปา
Castel Sant'Angelo, on the Tiber River, is the Pope's personal stronghold in times of trouble, and a museum of arms and armor in times of peace Castel Sant'Angelo บนแม่น้ำ Tiber เป็นที่มั่นส่วนบุคคลที่พระสันตปาปาเวลามีศึก และพิพิธภัณฑ์อาวุธและเกราะในช่วงเวลาของสันติภาพ




ตำนานของชาวโรมัน มีเรื่องเล่าว่า เทพเจ้าแห่งสงคราม (Mars)  มีโอรสแฝด 2 องค์

คือ Romulus - Remus ที่ถูกใส่ตะกร้าและนำมาทิ้งลงแม่น้ำ ไทเบอร์

จากความช่วยเหลือของนางหมาป่า พระโอรสทั้งสองจึงรอดชีวิตและเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ต่อมาเกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างพี่น้อง

หลังโรมูลุส สังหาร เรมุส ได้ก่อตั้งกรุงโรม และกลายเป็น+++พระองค์แรกของโรม

ด้วยเหตุนี้รูปหมาป่าจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรมมาจวบจนถึงทุกวัน



Castel Sant' Angelo



Front of the Vatican


The Vatican rooftop


The Vatican Swiss guards


St.Peter square, sky over the Vatican


Giardini dei Vaticano, entrance into the Vatican

     
A group of photos of the interior of the Vatican
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2010, 01:36:30 AM โดย Leeds01 » บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #73 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 01:17:44 AM »


Rome Landmarks


 
จำหนังและเพลง Three Coins in the Fountain ได้ไหมครับ นี่คือเขาแหละ Fontana di Trevi



Trinita dei Monti  (Spanish step) ใกล้สถานทูตสเปน
 


Piazza dei Popolo


 
Piazza Navona



วิหาร Pantheon
บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #74 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 01:57:48 AM »




A map of Rome showing the Vatican on the right side of the Tiber
บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #75 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 11:32:36 AM »


''โคลอสเซียม'' : สังเวียนแห่งความตาย

ทาสชาวธราเซ (Thrace) สปาร์ตาคุส (ประมาณ พ.ศ.423-473 หรือเท่า 120-70 ปีก่อนคริสตกาล) แถบชายแดนกรีซต่อกับบุลกาเรียปัจจุบัน ถูกขายให้เป็นนักต่อสู้กับสิงโต (แกลดิเอเตอร์) ที่นี่



  
โคลอสเซียม (COLOSSEUM) เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของเวสปาเชียน จักรพรรดิโรม พระองค์เริ่มครองราชย์ในปี ค.ศ. 69 และด้วยความต้องการที่จะหล่อหลอมราชวงศ์ขึ้นใหม่สำหรับตระกูลของพระองค์ จึงริเริ่มโครงการก่อสร้างขนาดมหึมาขึ้น โดยโคลอสเซียมเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

และนี่ทำให้โคลอสเซียมเป็นสนามกีฬาของโรมที่ใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดเท่าที่มีการสร้างขึ้น ด้วยทรัพย์สินตั้งแต่โต๊ะไปจนถึงเชิงเทียนทองคำแท้ที่โรมปล้นมาจากการยึดพระวิหารที่เยรูซาเลม มันจุผู้คนได้ราว 55,000 คน และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 80 เพื่อใช้แทนสนามกีฬาไม้ซึ่งถูกเผาไปในรัชสมัยของ จักรพรรดิเนโร
 
ด้วยเทคนิคการสร้างชั้นเลิศของโรมที่ใช้คอนกรีตที่ทำมาจากทรายภูเขาไฟเท่านั้น จึงทำให้ สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โตซึ่งสูงถึง 160 ฟุตนี้ได้สำเร็จ เพราะมันช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กลายเป็นวัสดุพิเศษและสามารถแข็งตัวได้แม้กระทั่งในน้ำ

แม้จะมีขนาดใหญ่และจุคนได้มากมายขนาดนั้น แต่ด้วยโถงทางเดินและบันไดซึ่งนำไปสู่ทางเข้า 76 ช่องทางก็สามารถทำให้ผู้ชม 55,000 คน ไปสู่ที่นั่งของตนได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ยังไม่รวมทางเดินใต้ดินที่เหมือนกับเขาวงกต ห้องโถงต่างๆ ที่มีไว้ให้นักสู้เตรียมตัวและเตรียมสัตว์ป่าให้พร้อม และเวทีที่ยกขึ้นด้วยรอกเพื่อปิดบังประตูกลบนพื้นสังเวียน ที่ช่วยความตื่นเต้นให้กับผู้ชม

ลักษณะ โครงสร้าง และสถาปัตยกรรม ของ โคลอสเซียม แห่ง โรม




1 Awnings

--------------------------------------------------------------------------------

ออนนิง หรือ ระบบผ้าใบบังแดด ของ โคลอสเซียม นั้นใช้ในช่วงฤดูร้อน ที่ไม่มีลมเพื่อช่วยลดอุณหภูมิจากแสงแดดที่ส่องลงมายังผู้เข้าชม ในช่วงแรกของการก่อสร้าง โคลอสเซียม นั้นไม่มีระบบผ้าใบบังแดด ( Awnings ) ระบบนี้เกิดขึ้นเมื่อจักรพรรดิ แห่ง โรมัน พระองค์หนึ่งทรงมีดำริว่า ในบางช่วงที่มีอากาศร้อนมาก ระหว่างที่มีการแสดงโชว์ แกลดิเอเตอร์ ( Gladiators ) นั้นควรจะมีระบบผ้าใบบังแดด เพื่อลดความร้อน เพื่ออำนวยความสะดวกแต่ผู้ชม จึงได้มีการจัดสร้างระบบผ้าใบบังแดดขึ้น โดยบริเวณลานอเรน่า ตรงกลางเว้นว่างไว้ โดยทำเป็นโครงขนาดใหญ่ ยึดโยงด้วยเชือกสองจุด เชือกชั้นล่างมีไว้สำหรับรองรับผ้าใบที่สามารถคลี่ลงมาจากด้านบน โดยเชือกทั้งเส้นโยงไปยังเสากระโดง ที่ปักเรียงรายอยู่รอบ โคลอสเซียม ผ่านระบบรอก โยงยึดลงสู่พื้นดินด้านล่างผ่านกว้านขนาดใหญ่ด้านล่าง ดังภาพ




รูปภาพ ระบบออนนิง หรืิอ ผ้าใบบังแดด ของสนามกีฬา โคลอสเซียม ภาพโดย Frank Sear, Roman Architecture


2 Seating & Society

--------------------------------------------------------------------------------
ที่นั่งชม ภายใน โคลอสเซียม แบ่งตามระดับชนชั้น จำนวน 5 ชั้น โดยความจุสูงสุดของ สนามกีฬา โคลอสเซียม ในสมัยนั้นประมาณ 87,000 คน แต่้ถ้าเทียบกับสนามกีฬาสมัยใหม่ โคลอสเซียมก็มีขนาดความจุประมาณสนามกีฬาที่มีความจุผู้ชมประมาณ 50,000 คน ( สมัยก่อนไม่มี FIFA มาคอยกำหนดกฎ อะไรจึงเบียดกันเข้าไปไม่มีปัญหา จึงจุได้ถึง 87,000 คน ) เนื่องจากชาวโรมันมีนิสัย เหยียดชนชั้น จึงมีการแบ่งที่นั่ง จะแบ่งแยกตามระดับชนชั้นดังต่อไปนี้

ชั้นโพเดียม (Podium) คือชั้นที่สามารถมองเห็นการต่อสู้ใน อเรน่าได้ชัดเจนที่สุด ดีที่สุด บริเวณทิศเหนือ จะเป็นที่นั่งชมของ +++ เชื้อพระวงศ์ และ นักบวชหญิง (Vestal Virgins) ส่วนบริเวณอื่นของชั้นโพเดียม เป็นที่สำหรับผู้แทนสภา โดยที่นั่งแต่ละตัวจะมีการสลักชื่อไว้ เพื่อเป็นที่นั่งส่วนตัว
ชั้น มีเนียนั่ม พรีเมียม (Maenianum Primum) เป็นชั้นที่ถัดขึ้นไปจากชั้นโพเดียม เป็นที่นั่งสำหรับ ชนชั้นสูง อัศวิน แม่ทัพ
ชั้น Maenianum Secundum แบบ Immum เป็นชั้นที่นั่ง สำหรับ ชาวโรมันที่ร่ำรวย
ชั้น Maenianum Secundum แบบ Summum เป็นชั้นที่นั่ง สำหรับ ชาวโรมันทั่วไป
ชั้น Maenianum Secundum in legneis เป็นชั้นสุดท้าย อยู่ไกลที่สุด ไม่มีที่นั่งเป็นพื้นราบ หรือบางส่วนอาจมีชั้นไม้สำหรับยืนดู เป็นที่สำหรับ ชาวต่างชาติ ทาส และผู้หญิง
หมายเหตุ มีบางอาชีพที่จะไม่ได้รับอนุญาต ให้เข้าสู่ โคลอสเซียม เช่น สัปเหร่อ นักแสดง และ นักสู้แกลดิเอเตอร์ ( Gladiators )




รูปภาพ แสดงการแบ่งชั้นที่นั่ง ของแต่ละชนชั้น ในสังคมชาวโรมัน โดยที่นั่งแต่ละตัวจะสามารถบ่งบอกถึงฐาน และชนชั้น ได้ โดยพวกชั้นชั้นต่ำที่นั่งจะเป็นหินธรรมดา แต่ชนชั้นสูงที่นั่งจะเป็นหินอ่อน


 

รูปแสดงบันไดทาง ขึ้น - ลง อัศจรรย์ ทียังมีการแบ่งบันไดไว้ชัดเจนของแต่ละชนชั้นอย่างชัดเจน

บันไดสีเขียว สำหรับ +++ เชื้อพระวงศ์ และ นักบวชหญิง
บันไดสีส้ม สำหรับ ชนชั้นสูง อัศวิน แม่ทัพ
บันไดสีฟ้า สำหรับ ชาวโรมัน
บันไดสีแดง สำหรับ ชาวต่างชาติ ทาส และผู้หญิง
รูปจากหนังสือ F. Coarelli, Roma (Mondadori Guide), p. 183

 
3 Circulation System

--------------------------------------------------------------------------------
ระบบวงแหวน ซึ่ีงเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาด อย่างมากทั้งในแง่ของ ทางวิศวกรรม และสถาปัตยกรรม ในแง่ทางวิศวกรรม วัสดุที่ใช้ก่อสร้างหลักมี 3 ชนิดคือ

Travertine Rock เป็นส่วนโครงสร้างรับนำหนัก เช่น เสา คานโค้ง ( Arched Vaults ) ยึดโยงกันเป็นระบบวงแหวน

Roman Concrete เป็นส่วนโครงสร้างที่หล่อทำพื้นระเบียงทางเดิน บันได อัฐจันท์คนดู โดยหล่อทับในส่วนคาน และเสาที่ก่อสร้างด้วย Travertine Rock เพื่อยึดระบบโครงสร้างเข้าด้วยกันเพื่อความแข็งแรง

Tufa Rock เป็นส่วนที่ใช้สำหรับกั้นแบ่งซอย และยังช่วยค้ำยันโครงสร้างในชั้นล่าง
ในแง่สถาปัตยกรรม

โดยรอบของ สนามกีฬา โคลอสเซี่ยมได้ทำการจัดสร้างประตูทางเข้า ออกไว้ถึง 80 ช่อง โดย 76 ช่องไว้สำหรับบุคคลทั่วไป ส่วนอีก 4 ช่อง ด้านเหนือสำหรับ +++เท่านั้น

มีการคาดการณ์กันว่าระบบการออกแบบประตูทางเข้า ออก และระเบียงทางเดินเช่นนี้สามารถขนย้ายคนกว่า 80,000 คน เข้าออกจากสนามได้หมดภายในเวลา เพียง 3-4 นาทีเท่านั้น

เปลือกด้านนอกประกอบไปด้วยหิน Travertine ประดับประดากว่า 100,000 ลูกบาศก์เมตร โดยใช้หมุดโลหะยึดติดกับตัวโครงสร้าง โดยใช้หมุดโลหะน้ำหนักรวมกว่า 300 ตัน




รูปภาพ ส่วนประกอบวัสดุก่อสร้าง โคลอสเซียม


 4 The Arena

--------------------------------------------------------------------------------
อเรน่า เป็น ส่วนลานตรงกลาง มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน คำว่า " Harena " ซึ่งแปลว่า ทราย เนื่องจากพื้นลานประลองทั้งหมดก่อสร้างด้ายไม้กระดาน ปิดส่วนที่เป็นห้องใต้ดินด้านล่างซึ่งเป็นห้องขังนักสู้แกลดิเอเตอร์ และสัตว์ร้าย โดยบนไม้กระดานจะโรยทับด้วยทรายทำให้เป็นที่มาของชื่อ อเรน่า

ในยุคแรก ลานอเรน่าใช้สำหรับ เป็นลานต่อสู้ ของพวกนักรบ แกลดิเอเตอร์กันเอง จนตายกันไปข้างหนึ่ง ผู้ชนะเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์มีชีวิตรอด หรือไม่ก็ใช้ให้นักสู้ แกลดิเอเตอร์ ต่อสู้กับสัตว์ร้ายจากกาฬทวีปที่นำเข้ามา้เช่น ต่อสู้กับ สิงโต เสือดาว ช้าง จระเข้ ฮิปโปโปเตมัส ในบางครั้งอาจ ให้นักสู้บางคนต่อสู้ด้วยมือเปล่า ซึ่งโดยมากจะลงเอยด้วย การเสียชีวิตอย่าง สุดสยอง ของนักสู้แกลดิเอเตอร์

จากรูปเป็นสัญลักษณ์ที่เรียกว่า Pollice Verso คือการยกนิ้วโป้งคว่ำลง ซึ่งสัญญาณให้นักสู้ แกลดิเอเตอร์ที่ชนะ จัดการประหารผู้แพ้นั้นเอง

ในยุคกลาง ลานอเรน่า ถูกใช้เป็นลานประหาร ชาวคริสเตียน โดยให้ชาวคริสต์ทั้งเด็ก ผู้หญิง คนแก่ ลงไปอยู่กลางลานอเรน่า แล้วทำการปล่อย สิงโตเข้ามา ฆ่าชาวคริสต์ผู้โชคร้ายเหล่านั้น




จากรูปเป็นรูปเหตุการณ์ นาทีสังหารหมู่ชาวคริสต์เตียน โดยจะเห็นว่าโดยรอบ โคลอสเซี่ยมมีชาวคริสต์ถูกตรึงกางเขน และเผาทั้งเป็น บางส่วนก็กำลังหวาดกลัว อยู่หน้าสิงโต


 

รูปซ้าย จะเห็นว่า โคลอสเซี่ยม แบบมีพื้นไม้ด้านบนโรยด้วยทราย เหลือช่องเปิดเล็กๆ เพื่อให้เห็นในส่วนของห้องใต้ดินด้านล่าง

รูปขวาเป็นรูป โคลอสเซียม ที่รื้อพื้นอเรน่าออก เปิดเผยให้เห็นถึงห้องใต้ดิน ห้องเล็กห้องน้อย


5 The Substructure

--------------------------------------------------------------------------------
ห้องใต้ดิน เป็นห้องที่อยู่ใต้พื้นอเรน่า โดยสร้างเป็นห้องขังเล็กๆ จำนวน 32 ห้อง เพื่อไว้สำหรับขังนักสู้ แกลดิเอเตอร์ และสัตว์ต่างๆ โดยชั้นใต้ดินจะถูกแบ่งเป็น 2 ชั้น โดยมากพวกนักสู้ แกลดิเอเตอร์จะอยู่ชั้นบน จะขึ้นสู่ลานอเรน่าโดยทางบันไดดังรูป แล้วประตูจะถูกปิดลง ส่วนพวกสัตว์ป่าจะอยู่ชั้นล่าง และถูกขนขึ้นสู่ลานอเรน่าโดยลิฟท์ แทน เพื่อความสะดวกรวดเร็ว แล้วประตูกลจะถูกปิด และประตูกลจะเปิดอีกครั้งก็ต่อเมื่อมีผู้รอดชีวิต เป็นคนสุดท้ายเท่านั้น




จากรูปตามแนวลูกศรแดงคือทางที่นักสู้แกลดิเอเตอร์เดินขึ้นสู่ลานอเรน่า และทีุ่มุมล่างขวาจะเป็นลิฟท์สำหรับ นำสัตว์ป่า เช่นเสือดาว สิงโตขึ้นมาต่อสู้กับนักสู้ แกลดิเอเตอร์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2010, 04:50:49 PM โดย Leeds01 » บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #76 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 11:37:17 AM »



อนุสาวรีย์สปาร์ตาคุส ทาสโรมัน โดยมัณฑุกร Denis Foyatier


พ่ายต่อกองทัพโรมนำโดยคราสซุส สปาร์ตาคุสล้มลงเสียชีวิตในสงคราม Third Servile War

สปาร์ตาคุส  ผู้นำกองทัพประชาชน เริ่มจากประชาชนที่เป็นทาสอยู่ใต้สาธารณรัฐโรมันโบราณ ในสงคราม Third Servile War นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ที่ลุกฮือขึ้น เพื่อยึดอำนาจจากทรราชย์ผู้กดขี่ เสียดายไม่สำเร็จ

สปาร์ตาคุส (ประมาณ พ.ศ.423-473 หรือเท่า 120-70 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นชื่อของทาสชาวธราเซ (Thrace) แถบชายแดนกรีซต่อกับบุลกาเรียปัจจุบัน ที่ถูกขายให้เป็นนักต่อสู้กับสิงโต (แกลดิเอเตอร์) อยู่ในสาธารณรัฐโรมันโบราณ สปาร์ตาคุสเป็นผู้นำการลุกฮือของทาสที่เมืองคาปูอา(Capua) อิตาลีปัจจุบัน เมื่อ 73 ปีก่อนคริสตกาล และรวบรวมทาสชนชาติต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก ก่อการกบฏเอาชนะกองทัพโรมัน บุกขึ้นไปทางเหนือจนถึงดินแดนกอล ทางตอนเหนือของอิตาลี ต่อมากองทัพของพวกกบฏพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพโรมันซึ่งนำโดย มาร์คัส ลิสินัส คราสซุส ทาสที่ถูกจับได้ถูกนำไปตรึงบนไม้กางเขนเพื่อเป็นการประจาน ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

เรื่องราวของสปาร์ตาคุส ถูกนำมาสร้างเป็นบัลเลต์ ความยาว 3 องกฺ์ ประพันธ์ดนตรีโดย อะราม คาชาเตอร์ยัน แสดงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2499 และนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มหากาพย์ เมื่อ พ.ศ. 2503 กำกับโดย สแตนลีย์ คูบริก รับบทสปาร์ตาคุส โดย เคิร์ก ดักลาส 50 ปีให้หลัง Spartacus: Blood and Sand (2010) ถูกสร้างขึ้นอีกเป็นซีรี่ส์ทีวี แอนดี้ วิทฟีลด์ นำแสดงเป็นสปาร์ตาคุส

โคลอสเซียม สนามกีฬากลางแจ้ง แห่งกรุงโรม เป็นที่ซึ่งสปาร์ตาคุสเคยต่อสู้ให้คนดู เหตุผลที่ทำรายละเอียดและผังข้างบนนั้นเพราะ ได้รับอิทธิพลมาจากหนังเรื่อง Gladiator และยังอยากสัมผัสสิ่งก่อสร้างที่มีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของเรื่องราวการต่อสู้ที่มีชีวิตเป็นเดิมพันของสนามกีฬาแห่งนั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2010, 04:56:25 PM โดย Leeds01 » บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #77 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 04:27:20 PM »


นอกจากฮานนิบาล ชาวฟีนิเชียน แห่งคาร์เธจแล้ว ผู้พิชิตกองทัพใหญ่ของโรมได้ยังมีอีก ได้แก่ สปาร์ตาคุส ชาวธราเซ(ชายแดนกรีซต่อกับบุลกาเรีย) พระนางบูดิคา ชาวไอโอนิเคลท์ ของบริเตน และเฮอร์มานน์ อาร์มินิอุส ชาวเชรุสเชียน ของเยอรมนี


สปาร์ตาคุส ชาวธราเซ(ชายแดนกรีซต่อกับบุลกาเรีย) 71 ก่อนคริสตกาล

http://en.wikipedia.org/wiki/Spartacus




พระนางบูดิคา ชาวไอโอนิเคลท์ ของบริเตน ในการรบที่ Watling Street ลอนดอน 60 หรือ 61 ก่อนคริสตกาล

http://en.wikipedia.org/wiki/Boudica



รูปปั้น Arminius สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1875 ที่ Hermannsdenkmal Detmold (Germany)

เฮอร์มานน์ อาร์มินิอุส ในการรบที่ Kalkriese ชายป่า Teutoburg ประมาณปีที 9 ก่อนคริสตศักราช    

http://www.livius.org/te-tg/teutoburg/teutoburg01.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2010, 01:54:01 AM โดย Leeds01 » บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #78 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2010, 05:31:03 AM »


จักรวรรดิอัคซูไมท์
Kingdom of Aksum
Mangiśta Aksum
จักรวรรดิ

 ราว ค.ศ. 50–ค.ศ. 940  →
 


แผนที่

เมืองหลวง อัคซุม
การปกครอง ราชาธิปไตย

จักรพรรดิ   
 - ราว ค.ศ. 100 ซอสคาลีส (แรก)
 - ราว ค.ศ. 940 Dil Na'od (สุดท้าย)

ยุคประวัติศาสตร์ 
 - พิชิตโดยกูดิต

เนื้อที่ 
 - ค.ศ. 350[1] 1,250,000 ตร.กม. (482,628 ตารางไมล์)


จักรวรรดิอัคซูไมท์ (อังกฤษ: Aksumite Empire หรือ Axumite Empire) เป็นจักรวรรดิสำคัญทางการค้าขายที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอฟริกาที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราชและมารุ่งเรืองเอาเมื่อคริสต์ศักราชที่ 1 เมืองหลวงเก่าก่อตั้งทางตอนเหนือของเอธิโอเปีย อาณาจักรใช้คำว่า “เอธิโอเปีย” มาตั้งแต่คริสต์ศักราชที่ 4[2][3] และกล่าวกันว่าเป็นที่เก็บของพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ (Ark of the Covenant) และที่กำเนิดของราชินีแห่งชีบา นอกจากนั้นอัคซุมยังเป็นจักรวรรดิสำคัญจักรวรรดิแรกที่หันมานับถือคริสต์ศาสนา


หลักฐานทางประวัติศาสตร์

อัคซุมได้รับการกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในคริสต์ศักราชที่ 1 ใน “บันทึกเส้นทางการเดินเรือในทะเลอีริทเธรียน“ (Periplus Maris Erythraei) ซึ่งเป็นบันทึกเส้นทางการเดินเรือ (Periplus) ของกรีกที่บรรยายการเดินเรือและการค้าขายจากเมืองท่าของโรมันอียิปต์เช่น เบเรนีซ ตามชายฝั่งทะเลแดง และเมืองอื่นๆ ตามชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือและอินเดีย บันทึกกล่าวว่าอัคซุมเป็นตลาดสำคัญสำหรับงาช้างที่ส่งออกไปยังดินแดนต่างๆ ในโลกโบราณ และกล่าวถึงประมุขของอัคซุมว่ามีนามว่าซอสคาลีส (Zoscales) ผู้นอกจากจะครองอัคซุมแล้วก็ยังปกครองอ่าวสองอ่าวในทะเลแดง: อดูลิส (ไม่ไกลจากมาสซาวา) และอวาไลท์สAvalites (อัสซาบ) และกล่าวต่อไปว่าเป็นผู้มีความคุ้นเคยกับวรรณคดีกรีก[4]


อ้างอิง

1.^ Turchin, Peter and Jonathan M. Adams and Thomas D. Hall: "East-West Orientation of Historical Empires and Modern States", page 222. Journal of World-Systems Research, Vol. XII, No. II, 2006
2.^ Stuart Munro-Hay, Aksum: An African Civilization of Late Antiquity. Edinburgh: University Press, 1991, p. 57.
3.^ Paul B. Henze, Layers of Time: A History of Ethiopia, 2005.
4.^ Periplus of the Erythreaean Sea, chs. 4, 5




ราชินีแห่งชีบา เป็นสตรีที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งของโลกอาหรับ

ชีบา (She-ba) หรือ ซา-บา ในภาษาอาหรับเป็นคำมาจากพระคัมภีร์ หมายถึง ดินแดนโบราณทางใต้ของอาระเบียซี่งใจปัจจุบันคือ เยเมน เนื่องจากอยู่บนเส้นทางสายารค้าระหว่างอินเดียกับแอฟริกา ชีบาจึงเป็นดินแดนที่ร่ำรวยมหาศาล โดยเฉพาะระหว่างศตวรรษที่ 6 และ 5 ก่อนคริสตกาล

ในประวัติศาสตร์โบราณบอกไว้ว่า ราชินีแห่งชีบา (Queen of Sheba) คือ ประมุขสตรีผู้ปกครองอาณาจักรอันสมบูรณ์มั่งคั่งนี้ แต่ไม่มีใครรู้ถึงความเป็นมาของเธอ

มีหลาย ๆ คนบอกว่า เธอเป็นหนึ่งในผู้ปกครองเยเมนยุคแรก ๆ ในขณะที่บางคนสันนิษฐานว่าเธออาจเป็นผู้นำของอาณาจักรพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในทะเลทรายของอาระเบียเหนือ




หลายท่านคงเคยได้ยินชื่ออมตะนิยาย “สมบัติพระศุลี” ซึ่งเป็นเรื่องแปลจาก “King Solomon' s Mines” ของ เอช.ไรเดอร์ แฮกการ์ด เรื่องนี้แหละครับเป็นที่มาของ “ล่องไพร” ที่ “น้อย อินทนนท์” ประพันธ์ รวมทั้งยอดนวนิยายขนาดยาว “เพชรพระอุมา” ของ “พนมเทียน”

แม้จะเป็นนิยาย แต่พระศุลีหรือกษัตริย์โซโลมอนนั้นมีตัวตนจริง อีกทั้งพระคลังมหาสมบัติของพระองค์ ก็เป็นที่เลื่องลือ มีผู้ตามล่าค้นหากันมาแต่โบราณกาลจนกระทั่งบัดนี้ หากทว่า ขุมทรัพย์นี้อยู่ที่ใด เป็นปริศนาที่เราจะนำมาไขสู่กันฟังในหนนี้ครับ

แต่ก่อนอื่นเราควรมาทำความรู้จักเบื้องหน้าเบื้องหลัง ของคิงโซโลมอนกันก่อน ซึ่งต้องเท้าความกันไปถึงเมื่อครั้งที่ โมเสส (พระเอกในหนัง “บัญญัติ 10 ประการ”) พาชนชาวยิวอพยพออกจากอียิปต์และร่อนเร่ไปในทะเลทราย โน่นแน่ะครับ

โดยหลังจากยิวแตกฉานซ่านเซ็นอยู่นาน พระเจ้าก็ได้ส่ง ซาอูล มาเป็นกษัตริย์ปกครองยิว หากทว่ากษัตริย์ องค์นี้ประชาชนต่อต้าน เนื่องจากเบียดบังเอาสมบัติทาง ศาสนามาเป็นประโยชน์สำหรับพระองค์เองเสียนี่ ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้ส่ง เดวิด เด็กเลี้ยงแกะให้มาเป็นกษัตริย์ องค์ใหม่ เดวิดองค์นี้แหละครับที่มีตำนานว่าได้ต่อสู้กับยักษ์ โกไลแอธ (หรือที่จริงคือผู้นำของชาวฟิลิสติน ศัตรู ตัวฉกาจของยิว) และได้ใช้เชือกหนังเหวี่ยงก้อนหินฆ่าโกไลแอธตาย

กษัตริย์เดวิดทรงสามารถรวบรวมยิวให้เป็นหนึ่งเดียว ขยายดินแดนจากทะเลแดงไปจนจดแม่น้ำยูเฟรติส และที่สำคัญคือ ทรงสร้างนครเยรูซาเลมอันเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกขึ้นเป็นราชธานี รัชสมัยของพระเจ้า เดวิดอยู่ในช่วงปีที่ 1002-962 ปีก่อน ค.ศ. พระองค์ทรงมีสัมพันธ์สวาทลับๆกับ บาธชีบา ซึ่งเป็นภริยาของ ยูริอาห์ ซึ่งเป็นขุนนางคนหนึ่งของพระองค์ ต่อมาจึง ทรงสังหารยูริอาห์และเสกสมรสกับบาธชีบาและมีโอรสด้วยกัน ซึ่งก็คือ โซโลมอน นั่นเองครับ

โซโลมอนขึ้นครองบัลลังก์ในปีที่ 972 ก่อน ค.ศ. และดำรงอยู่จวบจนสิ้นพระชนม์ในปีที่ 922 ก่อน ค.ศ. ทรงเป็นกษัตริย์ที่ปรีชาสามารถสร้างชาติและประชาชนจนมั่งคั่งโดยทั่วกัน จัดเป็นสมัยที่ยิวหรืออิสราเอลเจริญรุ่งเรืองที่สุด

ในช่วงที่ครองราชย์นั้นมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ นั่นคือ พระราชินีแห่งชีบา ได้ทรง ทราบข่าวเล่าลือถึงพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์โซโลมอน จึงได้ทรงเดินทางมาเยี่ยมเยือนถึงนครเยรูซาเลม โดยได้ทรงนำเอาทองคำและสรรพสิ่งมีค่ามาถวายด้วยเป็นจำนวนมาก และนี่ก็เป็นหนึ่งในจำนวนขุมทรัพย์ของกษัตริย์ โซโลมอนครับ

ชีบา (Sheba) นั้น เป็นชื่อที่ชนชาวยิวเรียกเมือง โบราณหนึ่งของอาหรับ ซึ่งทุกวันนี้ก็คือประเทศเยเมน สมัยนั้นชีบาทำการค้าอย่างกว้างขวางทั่วดินแดนอาหรับตลอดจนย่านมหาสมุทรอินเดีย จัดว่าเป็นเมืองที่มีฐานะดีเยี่ยม ทำให้บรรดานักโบราณคดีพากันสันนิษฐานว่า ขุมทรัพย์แท้จริงของโซโลมอนนั้น น่าจะไปทรงขนถ่ายจากที่นี้ ในแต่ละปีต่อมา

และ “ลายแทง” สำคัญนั้น มีปรากฏอยู่ ในคัมภีร์ไบเบิลครับ โดยไบเบิลระบุว่า ทองคำของกษัตริย์โซโลมอนนั้นทรงนำมาจากดินแดนอันไกลโพ้น นามว่า “โอเฟอร์ (Ophir)” ทว่า ที่ยากลำบากก็คือ พระคัมภีร์มิได้แจ้งว่าดินแดน นี้อยู่ที่ตำแหน่งใดในโลกเลยครับ




หนึ่งในบรรดาผู้สืบเสาะหาเมืองโอเฟอร์ ได้แก่ หนุ่มเยอรมันนาม คาร์ล เมาช์ (Carl Mauch) เขาใช้ความมานะพยายามค้นหาโอเฟอร์ นานกว่าหกปี ตระเวนทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา จนกระทั่งมาถึง “มหาซิมบับเว (Great Zimbabwe)” ในปี ค.ศ. 1871 เขาได้เห็นกำแพงใหญ่ล้อม รอบเมือง กำแพงนี้สูงถึง 11 เมตร สร้างขึ้นด้วยก้อนหินล้วนๆ ซ้อนกันอยู่โดยมิได้มีปูนเกาะยึดแต่อย่างใด จัดเป็นโครงสร้างหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในย่านนอกทะเลทราย ซาฮาราในยุคก่อนสมัยอาณานิคม

ดังนั้น เมื่อเมาช์แลเห็นกำแพงมหึมานี้เข้า เขาก็มั่นใจ ว่าได้ค้นพบสิ่งที่มองหาแล้ว และก็เช่นเดียวกับคนยุโรปทั่วไป เขาไม่เชื่อว่าสิ่งก่อสร้างใหญ่โตนี้เกิดจากฝีมือของชนผิวดำป่าเถื่อน แต่จะต้องเกี่ยวพันไปถึงกษัตริย์โซโลมอนกับราชินีแห่งชีบา อา...นี่แหละ เมืองโอเฟอร์ที่พระคัมภีร์ไบเบิลเอ่ยถึง

ยิ่งกว่านั้น เมื่อเขาพบชิ้นส่วนของคานที่ทำจากไม้ประเภทไม้สน เขาก็ถึงกับสรุปว่ามันคือไม้ซีดาร์ ไม้ชนิดเดียวกับที่โซโลมอนทรงใช้สร้างวิหารในนครเยรูซาเลม ดังที่ไบเบิลกล่าวว่าคิงโซโลมอนได้ใช้ไม้ซีดาร์ที่นำมาจากเลบานอน ฉะนั้นไซร้ ก่อสร้างบริเวณนี้ย่อมเกิดจากโซโลมอนแน่นอน

ข่าวนี้สร้างความตื่นเต้นให้ชนยุโรป เกิดอาการตื่นทอง แห่ กันมาขุดค้นหาทองในบริเวณนี้ จนเกิดเป็นร่องคูทั่วทุกหนแห่ง กำแพงหลายจุดพังพินาศ พวกเขาพบเครื่องประดับล้ำค่าเหมือนกัน แต่มันก็ถูกหลอมละลายเพื่อเอาแต่ทองคำในทันที หลักฐานที่อาจบอกถึงประวัติศาสตร์ของสถานที่นี้จึงถูกทำลายเกือบหมด




จน 60 ปีต่อมา เกอร์ทรูด คาตันธอมพ์สัน นักโบราณคดีอังกฤษได้มาสำรวจซิมบับเวอย่างจริงจัง และเมื่อตรวจสอบอายุด้วยวิธีคาร์บอน ก็พบว่าสถานที่นี้สร้างขึ้นหลังสมัยโซโลมอนเกือบ 2,000 ปี

ดังนั้นแม้ว่าวิธีการทำเหมืองทองในซิมบับเวจะละม้ายคล้ายคลึง กับการทำเหมืองทางตอนใต้ของอิสราเอล แต่ที่นี่ย่อมมิใช่เมืองโอเฟอร์เสียแล้ว

ตั้งต้นกันใหม่ คราวนี้เอาลึกเข้าไปในแอฟริกายิ่งขึ้น นั่นคือ เอธิโอเปีย ซึ่งเดิมเป็นดินแดนที่สวยงาม ทางตอนเหนือนั้นมีเมืองอัคซัม (Aksum) ซึ่งตำนานระบุว่าเป็นที่ประสูติของราชินีแห่งชีบา และยังมีซากวังของพระนางหลงเหลืออยู่

แต่เมืองที่น่าสนใจกว่าได้แก่ อะฟาร์ (Afar) ซึ่งเป็นเมืองท่าอยู่ห่างจากกรุงแอดดิสอาบาบา นครหลวง ของเอธิโอเปียราว 300 ไมล์ ทั้งนี้ เพราะคำว่า “อะฟาร์” นั้น เพี้ยนมาจาก “โอเฟอร์” นั่นเอง เป็นไปได้ไหมว่า คิงโซโลมอนทรงส่งเรือมาขนสมบัติที่เมืองท่าอะฟาร์นี้

เอธิโอเปียนั้นเป็นดินแดนที่มั่งคั่งทองคำมาตั้งแต่ อดีต แม้กระทั่งทุกวันนี้สองฝั่งถนนในกรุงแอดดิส อาบาบา ก็ยังจอแจด้วยพ่อค้าที่วางขายอัญมณีและทองคำ ซึ่งวิธีทำเครื่องประดับทองคำเป็นแบบเดียวกับสมัยชีบา เมื่อ 3,000 ปีก่อนโน้น

ส่วนการทำเหมืองทองคำของที่นี่ก็ทำด้วยแรงงานจากมือมนุษย์ล้วนๆ เหมือนกับที่พวกเขาทำติดต่อกันมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนโน้น อันเป็นยุคสมัยของกษัตริย์โซโลมอนกับราชินีแห่งชีบา

จึงน่าเป็นไปได้ว่า ขุมทรัพย์ของคิงโซโลมอนนั้น อาจมาจากเอธิโอเปียนี่เอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 06, 2010, 05:34:23 AM โดย Leeds01 » บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #79 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2010, 06:06:18 AM »


จักรวรรดิฟรังค์
Imperium Francorum
L'Empire des Francs
ราชอาณาจักร ต่อมาเป็นจักรวรรดิ

 คริสต์ศตวรรษที่ 3–ค.ศ. 814  →
 


แผนที่ของจักรวรรดิฟรังค์

เมืองหลวง อาเคิน
ภาษา ฟรังค์โบราณ
ศาสนา คริสต์ศาสนา
การปกครอง ราชาธิปไตย



นักบุญเรมีจิอุสทำพิธีศีลจุ่มให้พระเจ้าโคลวิสที่ 1 มาสเตอร์แห่งเซนต์ไจล์



ชาร์เลอมาญโดยอัลเบรชท์ ดือเรอร์ ที่มีเหยี่ยวเยอรมัน และสัญลักษณ์ดอกลิลลีของฝรั่งเศสเหนือพระเศียร

สมเด็จพระเจ้า   
 - 509-511 โคลวิสที่ 1
 - 768–814 ชาร์เลอมาญ[1][2]

ยุคประวัติศาสตร์ ยุคกลาง
 - หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน
 - ค.ศ. 800 ชาร์เลอมาญสวมมงกุฎเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
 - {{{date_end}}} การเสด็จสวรรคตของชาร์เลอมาญ, การแบ่งจักรวรรดิเป็นสามส่วน


จักรวรรดิฟรังค์ หรือ ราชอาณาจักรฟรังค์ หรือ ฟรังเคีย (อังกฤษ: Francia หรือ Frankish Kingdom, ละติน: Imperium Francorum) เป็นอาณาบริเวณที่เป็นที่ตั้งถิ่นฐานและปกครองโดยชนชาติฟรังค์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10 อาณาบริเวณที่เกิดจากการรณรงค์ที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่ชาร์ลส์ มาร์เตล (Charles Martel), เปแปงเดอะชอร์ท[3] และชาร์เลอมาญ--พ่อ, ลูก, และหลาน--มามั่นคงเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9

ธรรมเนียมของการแบ่งดินแดนของพ่อระหว่างลูกชายหมายความว่าดินแดนฟรังค์ปกครองเป็นอย่างหลวมๆ เป็นจักรวรรดิที่แบ่งย่อยเป็นส่วนย่อยๆ (ราชอาณาจักร หรือ อนุราชอาณาจักร) ที่ตั้งและจำนวนอนุราชอาณาจักรก็ต่างกันไปตามเวลา แต่ฟรังเคียโดยทั่วไป หมายถึงบริเวณหนึ่งที่เรียกว่าออสตราเซีย (Austrasia) ที่มีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณแม่น้ำไรน์ และแม่น้ำมอยเซอ (Meuse) ทางตอนเหนือของยุโรป แต่กระนั้นบางครั้งก็จะครอบคลุมไปถึงน็อยสเตรีย (Neustria) ทางเหนือของแม่น้ำลัวร์ และทางตะวันตกของแม่น้ำแซนในที่สุดบริเวณนี้ก็เคลื่อนมาทางปารีส และมาสิ้นสุดลงในบริเวณลุ่มแม่น้ำแซนรอบๆ ปารีส ที่ยังใช้ชื่ออีล-เดอ-ฟรองซ์ และเป็นชื่อในที่สุดก็กลายเป็นชื่อของราชอาณาจักรฝรั่งเศสทั้งราชอาณาจักร


อ้างอิง

1.^ Chronique.com: Charlemagne the King[1]
2.^ CATHOLIC ENCYCLOPEDIA: Charlemagne[2]
3.^ CATHOLIC ENCYCLOPEDIA: Pepin the Short[3]


ชาร์เลอมาญ (อังกฤษ: Charlemagne; ฝรั่งเศส: Charlemagne; เยอรมัน: Karl der Große) (หรือ ชาร์ลมหาราช) (ค.ศ. 742 หรือ ค.ศ. 747 - 28 มกราคม ค.ศ. 814) เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรฟรังค์หรือฝรั่งเศสโบราณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1311 จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เป็นผู้ทำให้จักรวรรดิฟรังค์รวมเป็นหนึ่งเดียวและเจริญรุ่งเรือง ในปี พ.ศ. 1343 และได้สวมมงกุฎจักรพรรดิของ สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 3 ชาร์เลอมาญเป็นที่รู้จักกันในนาม "จักรพรรดิแห่งชาวโรมัน" (Emperor of The Romans) ถือเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของยุโรปสมัยกลาง


พระราชประวัติ

ชาร์เลอมาญเป็นพระโอรสของสมเด็จพระเจ้าเปแปงเดอะชอร์ทแห่งราชวงศ์คาโรแล็งเชียง ทรงร่วมตามเสด็จในกองทัพของพระบิดาในการสู้รบในดินแดนต่าง ๆ ซึ่งทำให้อาณาจักรแฟรงก์ขยายอำนาจไปอย่างกว้างไกล กองทัพของชาวฟรังก์ได้ช่วยคุ้มครองพระสันตปาปาและกรุงโรมจากการรุกรานของชนเผ่าลอมบาร์ดส์ ทำให้ศาสนจักรสนับสนุนอำนาจของราชวงศ์คาโรลิงเจียน

ชาร์เลอมาญขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งชาวฟรังก์ใน ค.ศ. 768 หลังจากนั้นทรงประกอบพระกรณียกิจตามธรรมเนียมผู้นำนักรบของชนเผ่าฟรังก์ด้วยการขยายอำนาจของอาณาจักร เริ่มด้วยการผูกมิตรกับชนเผ่าลอมบาร์ดส์ทางตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการอภิเษกกับธิดากษัตริย์ลอมบาร์ดส์ ซึ่งจะทำให้พระองค์มีสิทธิเหนืออาณาเขตของพวกลอมบาร์ดส์ด้วย แต่ต่อมาก็เกิดความขัดแย้งระหว่างพระองค์กับพวกลอมบาร์ดส์ พระมเหสีถูกขับออกจากอาณาจักรฟรังก์ พวกลอมบาร์ดส์ยังพยายามยึดกรุงโรมและควบคุมสันตปาปา ชาร์เลอมาญจึงส่งกองทัพไปช่วยสันตปาปาและมีชัยชนะเหนือพวกลอมบาร์ดส์ อาณาจักรฟรังก์จึงทำหน้าที่คุ้มครองศาสนจักรที่โรมนับแต่นั้น และสันตปาปาก็ให้การรับรองชาร์เลอมาญในฐานะ "จักรพรรดิแห่งชาวโรมัน" ในพิธีสวมมงกุฎโดย สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 3 ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงโรม ในปี 800 ซึ่งหมายถึงการยอมรับว่าชาร์เลอมาญมีฐานะเทียบเท่าจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันในสมัยโบราณและเป็นประมุขเหนือดินแดนอิตาลี ก่อนหน้านั้นชาร์เลอมาญยังทรงขยายดินแดนไปทางตะวันตกเฉียงใต้และสเปนต่อเนื่องจากสมัยพระบิดา และยึดครองเยอรมันใต้หรือบาวาเรีย


การปกครอง

จักรพรรดิชาร์เลอมาญทรงเริ่มสร้างความมั่นคงและทำให้อาณาจักรฟรังก์กลายเป็นอาณาจักรที่เป็นเอกภาพมากขึ้นกว่ายุคก่อน ทรงตั้งราชสำนักที่เมืองแอกซ์ลาชาแปล เริ่มการสร้างพระราชวังและมหาวิหารอาเคิน ที่เมืองอาเคิน ในประเทศเยอรมนีปัจจุบัน เป็นสัญลักษณ์ของการอุปถัมภ์ของอาณาจักรและศาสนจักรนับแต่นั้น โบสถ์วิหารได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากกรุงโรม เรียกกันว่าสถาปัตยกรรมแบบโรมาแนสก์ (Romanesque) ชาร์เลอมาญทรงส่งเสริมการศึกษาด้วยการสร้างโรงเรียนหลวง นำพระจากวาติกันมาสอนวิทยาการต่าง ๆ ทำให้ฝรั่งเศสเริ่มก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาและอารยธรรมของยุโรปในเวลาต่อมา ชาร์เลอมาญทรงพยายามขยายพระราชอำนาจของราชสำนักไปยังส่วนต่าง ๆ ของอาณาจักรผ่านการส่งข้าหลวง และการเก็บภาษี แต่เมื่อทรงสิ้นพระชนม์ ราชสำนักก็ไม่อาจควบคุมพื้นที่ส่วนต่าง ๆได้อย่างเต็มที่นัก กลายเป็นปัญหาสำคัญต่อการสร้างอาณาจักรที่เป็นเอกภาพในสมัยกลาง หลังสวรรคต อาณาจักรของพระองค์แบ่งแยกให้แก่พระโอรส 3 พระองค์ บางส่วนอยู่ในดินแดนเยอรมนีปัจจุบัน

ร่างของพระองค์ถูกฝังไว้ที่มหาวิหารอาเคิน


ที่มา Microsoft Encarta Encyclopedia Standard 2003


สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
 
จักรวรรดิคาโรแล็งเชียง
คาร์ลที่ 1 มหาราช • ลุดวิกที่ 1 • โลแธร์ที่ 1 • ลุดวิกที่ 2 • คาร์ลที่ 2 • คาร์ลที่ 3 • กวีโด • แลมเบิร์ต • อาร์นัฟ • ลุดวิกที่ 3 • เบอร์เรนการ์

จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
ออตโตที่ 1 มหาราช • ออตโตที่ 2 • ออตโตที่ 3 • ไฮนริคที่ 2 • คอนราดที่ 2 • ไฮนริคที่ 3  • ไฮนริคที่ 4 • ไฮนริคที่ 5 • โลแธร์ที่ 3 • ฟรีดริชที่ 1 • ไฮนริคที่ 6 • ออตโตที่ 4 • ฟรีดริชที่ 2 • ไฮนริคที่ 7 • ลุดวิกที่ 4 • คาร์ลที่ 4 • ซิจิสมุนด์ • ฟรีดริชที่ 3 • แม็กซิมิเลียนที่ 1 • คาร์ลที่ 5 • เฟอร์ดินานด์ที่ 1 • แม็กซิมิเลียนที่ 2 • รูดอล์ฟที่ 2 • แม็ทไธยัส • เฟอร์ดินานด์ที่ 2 • เฟอร์ดินานด์ที่ 3 • ลีโอโพลด์ที่ 1 • โจเซฟที่ 1 • คาร์ลที่ 6 • คาร์ลที่ 7 • ฟรานซ์ที่ 1 และ มาเรีย เทเรซ่า • โจเซฟที่ 2 • ลีโอโพลด์ที่ 2 • ฟรานซ์ที่ 2
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 06, 2010, 07:27:51 AM โดย Leeds01 » บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
หน้า: « 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 »   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Design By simply sibyl And Free Forum Hosting
Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 2.645 วินาที กับ 22 คำสั่ง