NoPeter.Org  ชมรมคนไม่เอาพรรคแมลงสาบ !
เมษายน 17, 2014, 04:57:51 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
Small | Large
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 »   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ดร.ซุนยัดเซ็น "บิดาของประเทศจีน"ผู้นำในการโค่นล้มฮ่องเต้  (อ่าน 23577 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 19 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
buatong
Global Moderator
Hero Member
*****

Love: 11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1011



« เมื่อ: มิถุนายน 02, 2010, 04:12:56 PM »

ซุน ยัตเซ็น
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



ซุน ยัดเซ็น (12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2409 - 12 มีนาคม พ.ศ. 2468) ผู้นำทางการเมือง และนักปฏิวัติของจีนนับถือศาสนาคริสต์ ผู้เป็นกำลังสำคัญในการโค่นล้มราชวงศ์ชิง ผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง และประธานาธิบดีคน แรกของสาธารณรัฐจีน สมัยที่ก่อตั้งสาธารณรัฐจีนขึ้นในปี พ.ศ. 2455 ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาของประเทศจีน"
ซุน ยัตเซ็น ได้คิดและสอนเกี่ยวกับทฤษฏีทางการเมือง ซึ่งเรียกว่า หลัก 3 ประการ แห่งประชาชน ทฤษฎีนี้ยังคงมีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองในสาธารณรัฐจีนแม้ในปัจจุบัน



[แก้] ประวัติ
ซุนยัดเซ็น หรือในภาษาจีนกลางเรียกว่า ซุนจงซาน (Sun Zhong Shan) เกิดในปี ค.ศ. 1866-1925เป็นคนก่วงตงเซี่ยงซาน เดิมมีชื่อว่า ซุนเหวิน (sun wen) ต่อมาเรียกว่า ซุนอี้เซียน (sun yi xian) ซึ่งเมือแปลแล้วจะมีความหมายว่า"เทพเจ้าอิสระ" และเมืออายุได้ 33 จึงได้เริ่มใช้ชื่อว่า ซุนยัดเซ็น
ซุนยัดเซ็นมีลักษณะนิสัยเหมือนกับมารดา คือเป็นคนที่ค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยชอบพูดจา เป็นคนฉลาดมาตั้งแต่เด็ก ชอบซื้อหนังสือ อ่านหนังสือเป็นพิเศษ โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ ปรัชญา แล้วยังชอบที่จะอ่านแผนที่อีกด้วย ตั้งแต่ตัวท่านไม่ค่อยพูดเกี่ยวกับความสนใจเท่าใดนัก และไม่ชอบฟังเพลง ทางด้านการทานอาหาร ท่านชอบทานผักเนื้อปลา ไม่ชอบทานเปรี้ยวและเผ็ด ผลไม้ที่ท่านชอบที่สุดคือส้มและสับปะรด

*
ช่วงในวัยรุ่นนั้น ท่านเรียนด้านการแพทย์ หลังจากนั้นก็ไปเป็นหมอที่ มาเก๊า กว่างโจว แต่ทว่าเขาคิดว่าไม่ใช่เพียงร่างกายคนเท่านั้นที่ต้องการการรักษา แต่เรายังต้องรักษาความคิดและจิตใจของคนอีกด้วย ซึ่งประเทศจีนตอนนั้นก็เปรียบเสมือนคนป่วยคนนึง ดังนั้นท่านจึงพยายามที่จะรักษาประเทศของท่านเองด้วยวัยเพียง 18 ปี ท่านได้เขียนจดหมายถึงรัฐบาลจีน เพื่อขอร้องให้พวกเขาทำการปฏิรูป แต่รัฐบาลชิงไม่สนใจความคิดและความปรารถนาของผู้คน

ดังนั้นในปีเดียวกันท่านและสหายของท่านได้ก่อนนั้นองค์การจัดตั้งการปฏิรูป ขึ้นมา และตั้งแต่นั้นมาซุนยัดเซ็นก็ได้เริ่มชีวิตที่เปลี่ยนไป ท่านได้ทำการต่อสู้กับรัฐบาลชิง โดยหวังว่าประเทศจีนจะสามารถกลายเป็นประเทศที่เป็นอิสระ เสมอภาค และมั่นคง

ปี ค.ศ. 1911 ด้วยความพยายามของซุนยัดเซ็นและสหายทำให้พวกเขาได้รับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ในที่สุดการปกครองภายใต้รัฐบาลชิงก็ได้สิ้นสุดลง ปี ค.ศ. 1912 ซุนยัดเซ็นได้เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว โดยเขาได้กำหนดกฎหมายและข้อห้ามสามสิบกว่าชนิดขึ้นมา เช่น ห้ามการซื้อขายมนุษย์ ขอร้องให้คนทั้งหมดตัดเปีย เป็นต้น

ท่านซุนยัดเซ็นถือเป็นผู้นำที่ทำให้การปกครองสมัยเก่า (แบบฮ่องเต้)ซึ่งมีมายาวนานหลายพันปีได้สิ้นสุดลง และท่านได้เสียชีวิตลงด้วยอายุ 59 ปี




* 150pxsunyatsen1.jpg (8.2 KB, 147x150 - ดู 21186 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 02, 2010, 06:55:49 PM โดย Janitor » บันทึกการเข้า
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 04:26:27 PM »


ดีครับ คุณbuatong

มีเรื่องเล่ามากมาย กระทู้นี้ดังแน่!

ทราบใช่ไหมครับ ว่าดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย 4 ครั้ง

"ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางจากสิงคโปร์เข้ามายังประเทศไทยเป็นครั้งที่ 4 และได้รับการต้อนรับจากสมาชิกถงหมินฮุ่ยอย่างอบอุ่น ดร. ซุนยัตเซน ได้แสดงปาฐกถาเพื่อแสวงหาการสนับสนุนในซอยแห่งหนึ่งย่านเยาวราชข้าง ๆ โรงภาพยนตร์ศรีราชวงศ์ ในเวลาต่อมา คนจีนโพ้นทะเลในไทยขนานนามซอยดังกล่าวว่า “ซอยปาฐกถา” หลังจากพำนักในไทยนาน 24 วัน ดร. ซุนยัตเซน ได้ออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2451" -kib     
Monday, 27 July 2009 16:41
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2010, 04:51:36 PM โดย Leeds01 » บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 04:45:26 PM »


Written by kib     
Monday, 27 July 2009 16:41 

หลังจากที่ไทยได้ยกเลิก “การส่งบรรณาการเพื่อการค้า” กับจีนในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2396 การติดต่ออย่างเป็นทางการระหว่างไทยกับจีนก็ได้ยุติลง แต่การค้าขายและการติดต่อในระดับประชาชนยังคงดำเนินต่อ มีคนจีนอพยพมาประกอบอาชีพในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งนี้เพราะในประเทศจีนเอง จักรพรรดิแมนจูของราชวงศ์ชิงอ่อนแอ ทำสงครามแพ้อังกฤษและฝรั่งเศสและมหาอำนาจตะวันตกอื่น ๆ อีกทั้งต้องปราบปรามกบฏภายในหลายครั้ง เกิดสภาพข้าวยากหมากแพงในจีนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ ชาวจีนจึงหาทางอพยพไปหางานนอกประเทศ อีกทั้งการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศไทยกับเมืองท่าของจีนตอนใต้ได้พัฒนาขึ้น มีเรือกลไฟของบริษัท Bangkok Passenger Steamer Company แล่นรับส่งผู้โดยสารเป็นประจำระหว่างเมืองซัวเถาและเมืองท่าอื่น ๆ ทางตอนใต้ของจีนกับกรุงเทพตั้งแต่ พ.ศ. 2429 ทำให้คนจีนอพยพมาอยู่เมืองไทยมากขึ้น

ชุมชนจีนโพ้นทะเลในสยามหรือประเทศไทยนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทั้งนี้เพราะชาวจีนได้อพยพหลบหนีความแร้นแค้น ตลอดจนความอดอยากหิวโหยและภยันตรายต่าง ๆ จากอำเภอชานโถว (ซัวเถา) เฉาโจว (แต้จิ๋ว) โผ่วเล้ง และเท่งไฮ้ในมณฑลกว่างตง มาแสวงหาความสงบสันติและความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในประเทศไทย ด้วยเสื่อผืนเดียวและหมอนหนึ่งใบ ชาวจีนอพยพเหล่านี้ละทิ้งครอบครัวรวมทั้งภรรยาและบุตรมาแสวงหาโชคและชีวิต ที่ดีกว่า หลายคนประสบความสำเร็จจากความอุตสาหพยายามและอดทน จากแรงงานขนข้าวสารมาเป็นหัวหน้าคนงานและเจ้าของโรงสีในบั้นปลาย หรือจากพ่อค้าหาบเร่มาขายของในร้านชำเล็ก ๆ และกลายมาเป็นเจ้าของห้างที่นำสินค้าจากต่างประเทศ บางคนแต่งงานกับผู้หญิงไทย แต่ก็รับภรรยาและลูก ๆ จากหมู่บ้านในจีนให้มาอยู่ด้วยกันในครอบครัวที่กรุงเทพฯ ชาวจีนอพยพเหล่านี้มักได้รับการอุปถัมภ์จากคนจีนอพยพรุ่นก่อน ๆ ที่มีสกุลเดียวกัน หรือมาจากหมู่บ้านอำเภอเดียวกันในจีน ความอุปถัมภ์ช่วยเหลือทั้งในด้านการงานและการเงิน ทำให้ชาวจีนอพยพสามารถหลุดพ้นจากความยากจนและสร้างฐานะได้ในเวลาไม่นาน หลายคนส่งเงินกลับไปช่วยเหลือญาติพี่น้องในประเทศจีน และติดตามข่าวสารทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองจีน

ความอ่อนแอของราชวงศ์ชิงภายใต้จักรพรรดิชาวแมนจูและความอัปยศจากความพ่ายแพ้ ในสงครามกับจักรวรรดินิยมตะวันตก ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลในที่ต่าง ๆ เห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจีน ดร. ซุนยัตเซน เป็น ผู้เรียกร้องให้โค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชภายใต้ราชาวงศ์ชิง และสถาปนาสาธารณรัฐจีนที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ดร. ซุนยัตเซนได้เดินทางมายังชุมชนจีนโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป เพื่อเผยแพร่ความคิด แสวงหาการสนับสนุน ดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย 4 ครั้ง

ประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2446 ในปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ดร. ซุนยัตเซนได้เดินทางจากเวียดนามมาถึงกรุงเทพฯ นับเป็นการเดินทางมายังประเทศไทยครั้งแรก ดร. ซุนยัตเซน ได้พบผู้นำจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย เช่น เซียวฝอเฉิง และเฉินยี่หรู เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใน จีน ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2446 ดร.ซุนยัตเซน ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปญี่ปุ่น

อีกสองปีต่อมาในวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2448 ดร.ซุนยัตเซน ได้ก่อตั้งสมาคมปฏิวัติ “ถงหมิงฮุ่ย” ที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นฐานในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจีน โดยประกาศหลักการ “ไตรประชา” คือ ประชาชาติ (หมิงจู่) ประชาสิทธิ (หมินฉวน) และประชาชีพ (หมินเซิง) และได้เดินทางไปจัดตั้ง “ถงหมิงฮุ่ย” ในชุมชนจีนโพ้นทะเลในเวียดนามและที่อื่น ๆ ต่อมาราวต้นปี พ.ศ. 2449       ดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางมายังประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 และพำนักกับ “หลินเหวินอิง” ชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เพื่อพบปะกับผู้นำชาวจีนโพ้นทะเลในไทย รวมทั้งนายเซียวฝอเฉิง (เซียวฮุดเสง สีบุญเรือง) ขอความสนับสนุนต่อการปฏิวัติต่อการเปลี่ยนแปลงในจีน และได้ก่อตั้ง “ถงหมิงฮุ่ย” สาขาสยามด้วย โดยมี เซียวฝอเฉิง (เซียว ฮุดเสง สีบุญเรือง) เป็นหัวหน้าสาขา

ราวต้นปี พ.ศ. 2451 ดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางมายังประเทศไทยเป็นครั้งที่ 3 เพื่อรวบรวมเงินสนับสนุนเพื่อไปทำการปฏิวัติ และออกเดินทางต่อไปยังเวียดนาม สิงคโปร์ ปีนัง ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน ดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางจากสิงคโปร์เข้ามายังประเทศไทยเป็นครั้งที่ 4 และได้รับการต้อนรับจากสมาชิกถงหมินฮุ่ยอย่างอบอุ่น ดร. ซุนยัตเซน ได้แสดงปาฐกถาเพื่อแสวงหาการสนับสนุนในซอยแห่งหนึ่งย่านเยาวราชข้าง ๆ โรงภาพยนตร์ศรีราชวงศ์ ในเวลาต่อมา คนจีนโพ้นทะเลในไทยขนานนามซอยดังกล่าวว่า “ซอยปาฐกถา” หลังจากพำนักในไทยนาน 24 วัน ดร. ซุนยัตเซน ได้ออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2451

ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยได้รวบรวมเงินบริจาคส่งไปให้ ดร. ซุนยัตเซน เพื่อทำการปฏิวัติเป็นจำนวนเงินหลายพันหลายหมื่นหยวน กระแสชาตินิยมในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลได้ทวีความเข้มข้น ทางการของไทยค่อนข้างกังวลต่อบทบาททางการเมืองของจีนโพ้นทะเล จึงพยายามกดดันและจำกัดบทบาทของ ดร. ซุนยัตเซน ต่อมาใน พ.ศ. 2452 รัฐบาลราชวงศ์แมนจูของจีนได้ออกกฎหมายสัญชาติฉบับแรกขึ้นเพื่อให้ชาวจีนถือ สัญชาติตามสายเลือด โดยไม่คำนึงถึงสถานที่เกิดหรือสัญชาติอื่น นโยบายดังกล่าวได้ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลมีความรู้สึกชาตินิยมมากขึ้นและพยายาม รักษาเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มของตนเอง โดยการแยกตัวออกมาอยู่เฉพาะกลุ่ม อีกทั้งตั้งสมาคมการค้าและโรงเรียนสอนภาษาจีน ตลอดจนหนังสือพิมพ์ภาษาจีนขึ้นในไทย

ความรู้สึกชาตินิยมที่รุนแรงได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนจีนใน ประเทศไทยเริ่มตึงเครียด คนไทยไม่พอใจและต่อต้านการที่คนจีนติดธงก๊กหมินตั่ง หรือติดรูป ดร. ซุนยัตเซน ไว้ตามบ้านเรือนและร้านค้า เพราะไม่ปรารถนาให้คนชาติอื่นรวมทั้งคนจีนแสดงว่ามีอิทธิพลเหนือดินแดนไทย เมื่อคนจีนพากันนัดหยุดงานและธุรกิจการค้าในปลายรัชกาลที่ 5 ระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน 2453 เพื่อประท้วงการที่รัฐบาลออกกฎหมายเพิ่มค่าภาษีรัชชูปการคนต่างด้าว ก็ยิ่งทำให้ความตึงเครียดในความรู้สึกระหว่างคนไทยและคนจีนทวียิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2454 หรือ ค.ศ. 1911 ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในจีน นั่นคือ การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้ราชวงศ์ชิงของแมนจู มาเป็นการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งนำโดย ดร. ซุนยัตเซน และต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของ “จีนใหม่” หรือ สาธารณรัฐจีน แนวคิดชาตินิยมตามหลักการ “ไตรประชา” (ซานหมินจู่อี้) ของ ดร. ซุนยัตเซน ได้แพร่หลายเข้ามาสู่ชาวจีนโพ้นทะเลในดินแดนต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย ก๊กหมินตั่งได้รับการจัดตั้งขึ้นมาแทนถงหมินฮุ่ย และเผยแพร่ความคิดประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย หลังการสิ้นพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหา+++องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยมและทรงตระหนักว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยส่วนใหญ่อยู่ในมือของคนจีน อีกทั้งคนจีนยังเพิ่มการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อไทยได้ พระองค์จึงพยายามปลุกความรักชาติ ภาคภูมิในชาติ และความเป็นไทย ในพระราชนิพนธ์ ต่าง ๆ ของพระองค์ เช่น เรื่องเมืองไทยจงตื่นเถิด พวกยิวแห่งบูรพาทิศ และโคลนติดล้อ

นอกจากนั้นพระองค์ยังได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่ค่อนข้างเข้มงวดต่อคนจีน เช่น ตราพระราชบัญญัติแปลงชาติ ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) พระราชบัญญัติเนรเทศ ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455) ซึ่งให้อำนาจแก่รัฐบาลในการเนรเทศคนต่างด้าวที่เป็นภัยต่อบ้านเมือง และพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456 เป็นต้น ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2458 ความตึงเครียดระหว่างคนไทยและคนจีนก็ลดลง อีกทั้งพระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้มีการผสมกลมกลืนระหว่างคนไทยและจีนตามธรรมชาติ มากกว่าการบีบบังคับด้วยกฎหมาย การแต่งงานระหว่างคนไทยและคนจีนจึงมีมากขึ้น มีการผสมกลมกลืนมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดระหว่างกัน คนไทยเชื้อสายจีนในรุ่นที่ 2 และ 3 เริ่มมีจำนวนมากกว่าจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาจากประเทศจีน

เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหา+++เป็นประมุขใน พ.ศ. 2475 รัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่นานกิงได้พยายามติดต่อเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ได้มีการเจรจาหลายครั้งแต่ไม่อาจตกลงกันได้ ด้วยไทยเกรงว่ารัฐบาลจีนอาจแทรกแซงกิจการภายในของไทย โดยอาศัยชาวจีนโพ้นทะเลในไทยซึ่งมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอยู่ค่อนข้างมากในขณะนั้น ดังนั้น ไทยกับสาธารณรัฐจีนจึงมิได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน จนกระทั่งจีนถูกญี่ปุ่นรุกรานใน พ.ศ. 2480

ความขัดแย้งภายในแผ่นดินใหญ่จีนก็ส่งผลกระทบต่อชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย การต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างจีนก๊กหมินตั่ง (จีนชาตินิยม หรือ จีนคณะชาติ) ซึ่งตั้งรัฐบาลที่นานกิง โดยมีเจียงไคเชคเป็นประธานาธิบดี กับจีนกุงฉานตั่ง หรือพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตง มีการแข่งขันกันขยายอิทธิพลในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนที่สอนภาษาจีน รัฐบาลไทยได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงในชุมชนจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยอย่างใกล้ ชิด ต่อมาเมื่อจีนถูกญี่ปุ่นรุกราน ใน พ.ศ. 2480 จีนโพ้นทะเลในไทยได้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อญี่ปุ่นยึดครองประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 จนถึง พ.ศ. 2488 ในขณะเดียวกัน “ขบวนการเสรีไทย” ซึ่งเป็นขบวนการใต้ดินภายใต้การนำของนายปรีดี พนมยงค์ ก็ต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น
บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Janitor
Mr.
Janitor
Hero Member
***

Love: 39
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4448


บริการดูแล ปัดกวาด เช็ดถู


« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 11:04:58 PM »

ขอบคุณคุณลีดส์ ที่กรุณามาช่วยเพิ่มเติมครับ

 ยิ้ม

เอามาฝากด้วยคน คลิปชีวประวัติของ ดร.ซุน


Dr. Sun Yat-Sen Small | Large
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2010, 11:13:07 PM โดย Janitor » บันทึกการเข้า

รังเกียจคนใจร้าย และนักการเมืองหักหลังประชาชน !!!
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2010, 12:15:31 AM »


อ้างถึง
Leeds01 '24 May 2010 - 11:31 AM' timestamp='1274675484' post='639374'
ข่าว: ประมวลภาพ ทหารเข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง 10 เมษา

บทความนี้เขียนโดย supernova, โพสต์เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2010 เวลา 08:50:51, ในหมวด ข่าวเด่นประจำวัน, ภาพข่าว และ ทหาร, นปช, ประมวลภาพ, สลายการชุมนุม, เสื้อแดง.


                   

จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง เถ้าแก่ร้าน น้ำเต้าหู้ วาฬอ้วน เขาว่าไว้ พฤษภาคม 2535

ขอบคุณภาพข่าวจากสำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์

http://nopeter.org/forum/index.php

อ้างถึง
="อ่างขาง"สังคมชั้นสูงกำลังทำอะไรให้กับประชาชนคนไทยในขณะนี้
 
ด้านสังคม
อาญากรรมสูงขึ้นเป็นทวีคูณ โสเภณีเกลื่อนเมือง ยาเสพติดซื้อหาง่ายพอๆกับยาทัมใจ หวยใต้ดินขายแม้กระทั่งบนศาลขณะตัดสินคดีฯ
 
ด้านความมั่นคง
โจรใต้หนักหนาสาหัสนัก ระยะหลังมุ่งเน้นไปที่ข้าราชการเพียงอย่างเดียว ตายเป็นแบบหมวดหมู่ตายแบบไม่อ้างว้างเดียวดายเหมือนก่อน อย่างน้อยก็ครั้งละ2-3คน บาดเจ็บนับ10คนเกือบทุกวัน ล้วนเป็นทหารพรานทั้งนั้น หรือไม่ก็ไอ้เณรมาจากภาคเหนือภาคอีสาน
ชายแดนด้านตะวันออก เส้นแบ่งเขตุแดนยังมีปัญหา ไม่รู้หลักหมุดอยู่ที่ไหนกันแน่ ใต้เขาพระวิหารพื้นดินเป็นของประเทศไทยแต่จะลึกแค่ไหนยังไม่รู้ได้มาร์คไม่ได้บอกเอาไว้ อาจจะทะลุไปอเมริกาใต้ก็เป็นไปได้ ที่ส่วนนั้นอาจเป็นของประเทศไทยน่าจะให้ศาลโลกช่วยชี้ขาดเรื่องนี้ด้วย
สมบัติทางธรรมชาติในทะเลเผลอๆอาจกลายเป็นเรื่องตลกที่ครั้งหนึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นของเรา ด้วยการโยงเส้นที่คิดว่าเป็นมุมฉากออกจากชายฝั่ง แล้วทะลุเกราะกรูดออกไป แต่แผนที่ใน **เกิล กลับไม่ใช่เป็นของประเทศเพื่อนบ้านล้วนๆเพียงลำพัง ถ้าแม้ได้มีการฟ้องร้องกันขึ้นเราอาจจะเสียไปทั้งหมด เพราะความโง่ของผู้ปกครองชุดนี้เองไปยกเลิก ข้อตกลงปี2543 ที่มีผลประโยชน์ทางทะเลร่วมกัน

ชายแดนด้านทิศตะวันตก แค่กะเหรี่ยงรบกับพม่า คนไทยยังไม่อาจรู้ได้เลยว่า แท้จริงมันแย่งดินแดนกันหรือมันแย่งพื้นที่ขายยาเสพติดกันแน่
มีข่าวไม่ค่อยดังออกมาว่าสงครามครั้งนี้เหตุที่กะเหรี่ยงมีอาวุธรบกับพม่าได้ก็เพราะนายทุนใหญ่ของไทย ผู้ค้ายาเสพติดซะเองเป็นผู้ส่งอาวุธให้
นี่ซิแน่จริง งบประมาณปีนี้กลาโหมได้ไปหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท แถมโบนัสอีกห้าพันล้านบาทช่วงสงคราม สไนเปอร์เจอกับหนังสติ๊ก ค่าจ้างยิงคนไทยด้วยกันตายกว่าร้อยศพ สาหัสอีกสองพันคน จับขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกนับไม่ถ้วน เรือเหาะก็ไม่ต้องเหาะให้เห็น จีที200ก็ไม่ต้องตรวจสอบหาผู้โกงกิน รับกันสบายสบาย รวยครบถ้วนทั่ว

ด้านการศึกษา
เรียนฟรีกันสนุกสนานเหลือเกินในหน้าจอทีวี แต่ที่แน่ๆผู้ปกครองออกมาโวยทางสื่อทุกวัน ไม่เห็นมันฟรีตรงไหนยังคงต้องจ่ายเหมือนเดิม แถมเงิน**้ กยศ.ใครได้**้ยืมเรียนคล้ายถูกหวยเพราะมีโควต้าให้กับสถานศึกษาเอกชนที่เกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองซีกรัฐบาลเท่านั้น ส่วนสถานศึกษาของรัฐบาลเองมีจำนวนจำกัด  พ่อแม่ไม่ล้มละลายอย่าหวังจะได้สิทธิ์นั้น

ด้านเศรษฐกิจ
ภาคประชาชนความยากจนกำลังเบ่งบานคล้ายจะเป็นดอกเห็ด เกษตรกรทุกแขนงซึมลึกไปด้วยหนี้สิน ปัญหาที่ดินทำมาหากินควบคู่กับการครอบครองที่ดินของนายทุนกับนักการเมือง ผู้พิการขอโควตาสลากกินแบ่งฯ  ชาวนาเดือดร้อนเรื่องราคาข้าว น้ำนมที่มีค่าถูกว่าน้ำดื่ม นายทุนปิดโรงงานย้ายฐานไปผลิตที่เขมรและเวียดนาม คนชั้นปานกลางต้องชักเนื้อตกงานเป็นทิวแถว ไม่จนด้วยรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่รู้จนด้วยรัฐบาลชุดไหนอีกแล้ว

ด้านการท่องเที่ยวและกีฬา
ใครจะได้เป็นแชมป์บอลโลก รู้กันไปหมดเก่งกันทุกคน นายกฯยังเป็นเกจิกับเขาด้วยทำนายทีไรเซียนบอลหัวเราะชอบใจทุกที อีกแล้วอีกแล้ว โต๊ะพนันรวยอีกแล้ว แค่ซีเกมส์ฟุตบอลไทยยังตกรอบแรก โธ่ โถ เซียนมาร์คนะเซียนมาร์ค
การบินไทยขาดทุนย่อยยับเหตุเพราะปิดสนามบินไม่มีใครกล้าออกมาพูดความจริง เงินหายไปกว่าสองแสนล้านไม่มีใครเอ่ยถึง เพียงเพราะมาร์คอยากเป็นนายกฯแค่นั้น
ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน เหตุให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศต้องยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศไทยหายไปกว่า80เปอร์เซ็นต์  ทุกโรงแรม ร้านอาหารขาดทุนย่อยยับไปกับตา ?ไฮซีซั่น?กลายเป็น ?ยายไฮซี้แล้วท่าน? ในทันที โทษไปโน่นเหตุเพราะมีม็อบออกมาประท้วง ทั้งที่ทั่วโลกมันก็มีม็อบทั้งนั้นไม่เห็นประเทศไหนเขาออกมาโทษม็อบกันเลย นักท่องเที่ยวก็ยังปกติเหมือนเดิม
นักข่าวฝรั่งมาถ่ายทำข่าวม็อบประท้วง ยิงกะบาลมันซะเลยตายไปสองคนบาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน ฝรั่งอีกสองคนออกมาร่วมประท้วงบ้าง ไม่สนใจจับมันซ้อมยัดข้อหาผู้ก่อการร้าย โดนรุมจากสำนักข่าวต่างประเทศประณามจนรับไม่ไหว  แล้วเป็นไงสุดท้ายหมดปัญญาแก้ตัว เอาเงินหลวงจ้างล็อบบี้ยีส สร้างภาพพจน์ให้กับประเทศ ง่ายดี

ทั้งหมดที่เป็นปัญหาอยู่นี้มีต้นเหตุอยู่สองอย่าง
1.มาร์คทำงานไม่เป็นโง่เขลากินไป ผู้ปกครองอำมหิตเกินกว่ามนุษย์ เห็นประชาชนเป็นแค่ผักปลา
2.เพราะการประกาศ ?พรก.ฉุกเฉิน?

ถ้าวิเคราะห์กัน
ถามว่า..รัฐบาลรู้ไหม 
ต้องตอบว่า..รู้อยู่แก่ใจ
ถามว่า..ทำไมรู้แล้วจึงไม่ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน
ต้องตอบว่า.. ขืนยกเลิกในตอนนี้ สารพัดม็อบกำลังจะออกมาเคลื่อนไหวแล้วรัฐบาลจะรับมือไหวหรือ ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังไม่ต้องกินต้องนอนกันแล้ว
1.ม็อบโรงงานที่ถูกไล่อออกจากงาน มีเท่าไร ออกมาประท้วงแน่
2.ม็อบชาวนา ที่ขายข้าวไม่ได้ราคาจะออกมาอีกเท่าไร
3.ม็อบชาวไร่อ้อย ที่น้ำตาลมีราคาสูงแต่ขายอ้อยไม่ได้ราคา จะออกมาอีกเท่าไร
4.ม็อบ ผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม โดนแน่ทั้งมาบตาพุด ทั้งเขาใหญ่ ทั้งเขาสอยดาว ฯลฯ
5.ม็อบที่ดินทำกิน ราชบุรี สตูล กระบี่ อีสานทั้งภาคเตรียมตัวกันมานานแล้ว รวมถึงที่ดินนายทุนครองครองบนเกาะสมุย จะออกมากันอีกกี่หมื่นกี่แสนคน
6. ม็อบคนพิการ อั้นไว้นานแล้ว ครั้งนี้ออกมาก่อนเพื่อนแน่ๆ
7.ม็อบคนเสื้อแดง ไม่ต้องพูดถึงครั้งนี้จะออกมาในแนวไหน ทำกับเขาไว้อย่างไร ผลกรรมนั้นโดนเอาคืนแน่  ทั้งบู้ทั้งบุ๋น ทั้งลับทั้งสว่าง ทั้งหนักทั้งเบา ทั้งรุนแรงทั้งนิ่มนวล
อีก100อีก1000เว็บไซด์จะเกิดอย่างต่อเนื่อง  ดูไม่จืดแน่นอน สิบก๊กสิบเหล่ามีเป้าหมายเดียวกันหมด

ทั้งหมดทั้งปวงเมื่อคิดซาระตะแล้ว มันจึงเลิกพรก.ฉุกเฉินไม่ได้  เพราะถ้าเลิกประชาชนที่แปลว่าประชานและประชาชนที่แปลว่าผู้ก่อการร้าย จะออกมากันอีกแน่นอน
ครั้งนี้จะอ้างอะไรได้อีกที่จะประกาศ พรก.ฉุกเฉิน สู้ไม่อ้างดีกว่า หน้าด้านคงไว้เช่นนี้อีกต่อไป ตีกินกันไปเรื่อยทั้งงบประมาณและความอยู่รอดของตนเอง

ย่ามใจเหลือเกินสโลแกนออกมา ?ไม่ต้องคิดเลือก พนิช?
เหมือนจะบอกว่า ?สิ้นคิดเลือก พนิช อย่างเดียว?

จะคอยดูผล

"องค์การจัดระเบียบประเทศไทย" หรือ "TOO" (Thailand order organization) มีจุดประสงค์ที่ 1)โค่นล้มระบอบ*** และสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง, 2)สถาปนามิตรภาพกับประเทศในเครือข่ายอินโดจีน และร่ามกันสร้างภูมิภาคนี้ให้เป็นภูมิภาคสันติ (โดย ชูพงษ์ เปลี่ยนระบอบ, 4 นาที, 13 ก.ค. 2553) http://www.4shared.com/audio/18OyHnrt/Chupongs_excerpt_TOO_Thailand_.html หรือ http://www.mediafire.com/?0mhnmdyhehgmizi
บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
buatong
Global Moderator
Hero Member
*****

Love: 11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1011



« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2010, 03:16:37 PM »

ขอบคุณคุณ Leeds01 และคุณ Janitor ค่ะ ที่ช่วยเติมแต่งสีสันให้กระทู้

ที่สำคัญคือช่วยเติมข้อมูลให้

อยากจะแอบบอกว่า ทำไมพี่ถึงรัก ผูกพัน และอยากรู้ประว้ติท่านมาก

คุณพ่อพี่เป็นข้าราชการพรรคก๊กมินตั่ง ทำงานปฏิวัติร่วมกับ ดร.ซุน นะเนี่ย

ภายหลังเกิดปัญหาตามมามากมาย (พี่ไม่ทราบรายละเอียด) ก็เลยต้องหอบหิ้วลูกเมียหอพยพหนีคอมมิวนิสต์มาเมืองไทย

พี่มีอายุแค่ 45 วันเอง หลังจากนั้นไม่นาน คุณพ่อก็เสียชีวิต  คุณแม่ก็ตรากตรำจนป่วยหนักเสียชีวิตไปอีกคน

พี่เลยรู้จากพี่ชายเพียงแค่นั้น  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 19, 2010, 03:19:09 PM โดย buatong » บันทึกการเข้า
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2010, 05:36:32 PM »

ขอบคุณคุณ Leeds01 และคุณ Janitor ค่ะ ที่ช่วยเติมแต่งสีสันให้กระทู้

ที่สำคัญคือช่วยเติมข้อมูลให้

อยากจะแอบบอกว่า ทำไมพี่ถึงรัก ผูกพัน และอยากรู้ประว้ติท่านมาก

คุณพ่อพี่เป็นข้าราชการพรรคก๊กมินตั่ง ทำงานปฏิวัติร่วมกับ ดร.ซุน นะเนี่ย

ภายหลังเกิดปัญหาตามมามากมาย (พี่ไม่ทราบรายละเอียด) ก็เลยต้องหอบหิ้วลูกเมียหอพยพหนีคอมมิวนิสต์มาเมืองไทย

พี่มีอายุแค่ 45 วันเอง หลังจากนั้นไม่นาน คุณพ่อก็เสียชีวิต  คุณแม่ก็ตรากตรำจนป่วยหนักเสียชีวิตไปอีกคน

พี่เลยรู้จากพี่ชายเพียงแค่นั้น 
นับถือ! นับถือ!  

ไม่เป็นไรครับ เรายินดีดูแลกระทู้นี้ให้
บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2010, 04:40:06 PM »


เสื้อแดงระยองท่านใดมีโอกาส เชิญแวะเยี่ยมได้นะครับ
อ้างถึง
"มาร์ค"พาครอบครัวเที่ยวเสม็ด

24 กรกฎาคม 2553 เวลา 13:07 น.

นายกรัฐมนตรี พาครอบครัวเดินทางพักผ่อนที่เกาะเสม็ด ในช่วงวันหยุดยาว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อบันทึกรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาที ก่อนเปิดให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆ โดยภาายหลังการจัดรายการมีรายงานว่านายกรัฐมนตรีและครอบครัวจะไปพักผ่อนที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ในช่วงวันหยุดยาว 4 วันนี้ด้วย
บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2010, 07:41:25 AM »


28 กรกฎาคม เป็นวันที่ระลึกถึง ดร. ป๋วย ซึ่งถึงแก่อนิจกรรม วันนี้ ใน พ.ศ. 2542 ขออนุญาต จขกท. น้อมรำลึก


ศ.ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์
ย้อนรอย ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 2 Small | Large

ย้อนรอย ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 2 Doraenon2 | July 31, 2009

ป๋วย อึ๊งภากรณ์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ศาสตราจารย์ พันตรี ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ (ชื่อจีน: ฮืม Hu?ng P?iqi?n[1] 9 มีนาคม พ.ศ. 2459 ? 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2542) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย เคยเป็นผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย สมาชิกขบวนการเสรีไทย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับ รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2508 และเป็นเจ้าของข้อเขียน "คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน"


ประวัติ

นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ เกิดที่บ้านตรอกโรงสูบน้ำ ตลาดน้อย เป็นบุตรของ นายซา แซ่อึ้ง และ นางเซาะเซ็ง แซ่เตียว ชื่อ "ป๋วย" นั้น บิดาของป๋วยตั้งให้เป็นชื่อตัว ส่วนชื่อสกุลของป๋วย คือ "อึ้ง" ชื่อรุ่นคือ "เคียม" อ่านทั้งสามตัวตามลำดับประเพณีจีน สำเนียงแต้จิ๋วจะเป็น "อึ้ง ป้วย เคียม" แต่ถ้าอ่านโดดๆ วรรณยุกต์จะเปลี่ยนไป ชื่อสกุลเป็น "อึ๊ง" และชื่อตัวเป็น "ป๋วย". คำว่า "ป๋วย" แปลตรงตัวได้ว่า "พูนดินที่โคนต้นไม้" เพราะตัวประกอบในอักษรระบุไว้เช่นนั้น แต่มีความหมายกว้างออกไปอีกคือ "บำรุง" "หล่อเลี้ยง" "เพาะเลี้ยง" และ "เสริมกำลัง"

กูชายชาญชาติเชื้อ  ชาตรี
กูเกิดมาก็ที  หนึ่งเฮ้ย
กูคาดก่อนสิ้นชี-  วาอาตม์
กูจักไว้ลายเว้ย  โลกให้แลเห็น

ป๋วย อึ๊งภากรณ์

มารดาของป๋วย เป็นบุตรสาวคนแรกของเจ้าของร้านขายผ้าที่สำเพ็ง อยู่ใกล้ตรอกโรงโคม ส่วนบิดาเป็นคนจีน ทำงานช่วยพี่ชายที่แพปลา แถวปากคลองวัดปทุมคงคา ทั้งสองสามีภรรยาไม่ค่อยมีรายได้มากนัก แต่ก็ตั้งใจส่งลูกชายเข้าเรียน ที่แผนกภาษาฝรั่งเศส โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีค่าเล่าเรียนแพง คือปีละ 70 บาทในสมัยนั้น. เมื่อเด็กชายป๋วยอายุได้เก้าขวบ บิดาของป๋วยก็เสียชีวิต โดยไม่มีทรัพย์สินเงินทองทิ้งไว้ให้ ลุงเป็นคนรับอุปการะ ส่งเสียเงินให้เป็นรายเดือน แม้ว่าจะมีปัญหาด้านการเงิน มารดาของป๋วย ก็สนับสนุนให้เรียนหนังสือที่เดิม จนสำเร็จการศึกษา ขณะอายุได้ 18 ปี ป๋วยได้มาเป็นมาสเตอร์ หรือครู ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ สอนวิชาคำนวณ และภาษาฝรั่งเศส มีรายได้เดือนละ 40 บาท แบ่งให้แม่ 30 บาท

ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 ป๋วยได้สมัครเข้าเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นนักศึกษารุ่นแรก ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีการบังคับให้เข้าชั้นเรียน ทางมหาวิทยาลัยได้จัดพิมพ์คำบรรยายออกจำหน่ายในราคาถูก วิชาละประมาณ 2 บาท เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนที่กำลังทำงานอยู่สามารถศึกษาเองได้ ป๋วยใช้เวลาในตอนค่ำและวันหยุดเรียนอยู่ 4 ปี ก็สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางกฎหมายและการเมือง ในปี พ.ศ. 2480. หลังจากนั้น ก็ลาออกจากโรงเรียนอัสสัมชัญ มาทำงานเป็นล่ามภาษาฝรั่งเศส ให้แก่อาจารย์ชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2481 ป๋วยสอบชิงทุนรัฐบาล ได้ไปเรียนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์และการคลัง ที่ London School of Economics & Political Science มหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งหลังจากนั้นอีกเพียง 6 เดือน มารดาของป๋วยก็เสียชีวิตลง

ป๋วยใช้เวลาสามปีก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ป๋วยเป็นนักเรียนดีเด่น และเป็นศิษย์เอกของ ศาสตราจารย์เฟรเดอริก ฮาเย็ก (ซึ่งได้รับ รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2517) ป๋วยเป็นคนไทยคนเดียว ในมหาวิทยาลัยนี้ ที่สอบได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ในบรรดาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้วยกันในปี พ.ศ. 2485 ได้เกรดเอแปดวิชา และเกรดบีหนึ่งวิชา


การศึกษา

พ.ศ. 2476 - สำเร็จมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนอัสสัมชัญ
พ.ศ. 2480 - ธรรมศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
พ.ศ. 2484 - ปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน มหาวิทยาลัยลอนดอน
พ.ศ. 2492 - ปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน มหาวิทยาลัยลอนดอน
[แก้] ประวัติการทำงาน
พ.ศ. 2476 - 2480 - ครูโรงเรียน อัสสัมชัญ
พ.ศ. 2480 - 2481 - ล่ามภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
พ.ศ. 2485 - 2488 - รับราชการในกองทัพแห่งสหราชอาณาจักรเพื่อทำงานให้ขบวนการเสรีไทย
พ.ศ. 2492 - 2499 - เศรษฐกร ประจำกระทรวงการคลัง ผู้ชำนาญการคลัง กรมบัญชีกลาง ผู้เชี่ยวชาญการคลัง กระทรวงการคลัง
พ.ศ. 2496 - รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ดำรงตำแหน่งอยู่ 7 เดือน)
พ.ศ. 2499 - 2502 - ที่ปรึกษาเศรษฐกิจการคลัง ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน
พ.ศ. 2502 - 2509 - ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
พ.ศ. 2502 - 2514 - ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
พ.ศ. 2505 - 2510 - ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
พ.ศ. 2507 - 2515 - คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.ศ. 2510 - 2515 - ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง
พ.ศ. 2513 - ศาสตราจารย์พิเศษ Woodrow Wilson School, Princeton University สหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2514 - 2516 - ศาสตราจารย์พิเศษ University College (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Wolfson College), มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์, สหราชอาณาจักร
พ.ศ. 2516 - 2518 - สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
พ.ศ. 2517 - 2518 - ประธานคณะที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2518 - 2519 - อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


เครื่องราชอิสริยาภรณ์

Member of the British Empire (M.B.E.) 2489
จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก 2493
ตริตาภรณ์ช้างเผือก 2495
ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย 2496
ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก 2497
ประถมาภรณ์มงกุฎไทย 2500
ประถมาภรณ์ช้างเผือก 2502
ทุติยจุลจอมเกล้า 2504
มหาวชิรมงกุฎ 2505
มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก 2507
ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ 2508


ผลงาน

งานด้านการเมือง

จากผลการเรียนอันดีเด่นของป๋วย ทำให้ได้รับทุนลีเวอร์ฮูล์ม สามารถศึกษาต่อระดับปริญญาเอกได้ทันที แต่ในระหว่างนั้น เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ทำให้ป๋วยตัดสินใจทำงานเพื่อชาติ

วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นบุกประเทศไทย รัฐบาลไทยในสมัยนั้น ซึ่งมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศสงครามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น และต่อมาก็ประกาศสงครามกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยเรียกตัวคนไทย ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ให้เดินทางกลับ โดยขู่ว่า ผู้ที่ไม่เดินทางกลับจะถูกถอดสัญชาติไทย ปรากฏว่าคนไทยจำนวนหนึ่ง ได้จัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นทั้งในและนอกประเทศ ในนามของขบวนการเสรีไทย ภายในประเทศมี นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ เป็นหัวหน้า ส่วนในสหรัฐอเมริกามี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทย เป็นหัวหน้า เสรีไทยปฏิเสธการประกาศสงครามของรัฐบาลไทย ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกา ประกาศรับรองฐานะของเสรีไทย

ส่วนทางด้านอังกฤษ ปรากฏว่าอัครราชทูตไทยยอมเดินทางกลับประเทศตามคำสั่งของรัฐบาล แต่ป๋วยและคนไทยจำนวนหนึ่งไม่ยอมกลับประเทศ และได้ร่วมกันก่อตั้งคณะเสรีไทยขึ้นในอังกฤษ เพื่อประกาศไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติรัฐบาลไทยที่ยอมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น เสรีไทยจำนวน 36 คน สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพบกอังกฤษ เสรีไทยกลุ่มนี้มีฉายาว่า "ช้างเผือก" (White Elephants) ในช่วงแรก ป๋วยได้รับยศเป็นร้อยเอกแห่งกองทัพบกอังกฤษ มีชื่อจัดตั้งว่า "นายเข้ม เย็นยิ่ง"

นายเข้ม เย็นยิ่ง ต่อมาได้รับคำสั่งให้ลงเรือบรรทุกทหารจากลิเวอร์พูล เล่นเรืออ้อมทวีปแอฟริกา มาขึ้นฝั่งที่ประเทศอินเดีย ได้มาฝึกหลักสูตรนักรบแบบกองโจรและการจารกรรม ที่เมืองปูนา มีการฝึกการใช้อาวุธ และวิธีการต่อสู้ต่างๆ เป็นเวลาครึ่งปี. ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2486 นายเข้มเป็นทหารฝ่ายสัมพันธมิตรชุดแรก ที่ได้รับคำสั่งให้เข้ามาติดต่อกับขบวนการเสรีไทยในประเทศไทย ที่มี "รูธ" หรือ นายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า เพื่อหาทางตั้งสถานี วิทยุติดต่อระหว่างกองทัพอังกฤษในอินเดียกับคณะเสรีไทย

พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 ร้อยตรีเข้มได้เดินทางด้วยเรือดำน้ำของราชนาวีอังกฤษพร้อมสหายอีกสองคนจาก ลังกา โดยมีเป้าหมายจะขึ้นฝั่งที่ตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เมื่อมาถึงที่หมายเรือดำน้ำจอดซุ่มรอนอกฝั่งหนึ่งสัปดาห์ แต่ไม่มีคนมารับจึงยกเลิกภารกิจ จึงกลับสู่ศรีลังกา ต่อมาอีกหนึ่งสัปดาห์ร้อยตรีเข้มได้รับมอบภารกิจอีกครั้ง ให้ลักลอบเข้าแผ่นดินไทย โดยการกระโดดร่มพร้อมอุปกรณ์เครื่องรับส่งวิทยุ จึงได้เดินทางไปฝึกซ้อมกระโดดร่ม ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2487 ที่แคว้นปัญจาบ พอวันที่ 6 มีนาคม ร.ต.เข้ม และเสรีไทยอีกสองคนมาขึ้นเครื่องบิน บี 24 ที่กัลตัตตา ประเทศอินเดีย มุ่งมาสู่แผ่นดินไทย เป็นการกระโดดร่มแบบสุ่ม ไม่มีคนมารับที่ภาคพื้นดิน แต่สภาพอากาศไม่อำนวย เครื่องบินจึงเดินทางกลับไปกัลกัตตา. อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เสรีไทยทั้งสามคนก็ขึ้นเครื่องบินอีก เพื่อปฏิบัติภารกิจเดิม โดยเข้ามาทางจังหวัดชัยนาท เสรีไทยทั้งสามคนกระโดดร่มลง แต่ ร.ต.เข้ม ถูกเจ้าหน้าที่ไทยและชาวบ้าน ช่วยกันล้อมจับกุมตัวไว้ได้ และถูกตั้งข้อหาว่า ทรยศต่อชาติและทำจารกรรม ถูกซ้อม และผลักเข้าสู่กอหนาม โดยมีเจ้าหน้าที่เอาปืนจ่อข้างหลัง และถูกนำมาขังล่ามโซ่ไว้บนศาลาวัดวังน้ำขาว อำเภอวัดสิงห์ เป็นเวลาหลายวัน จึงถูกส่งตัวมาลงเรือยนต์ล่องลำน้ำเจ้าพระยา เข้ามาที่ตึกสันติบาลในกรุงเทพฯ

ด้วยความช่วยเหลือของตำรวจที่เป็นเสรีไทย ร.ต.เข้ม จึงมีโอกาสเข้าพบกับ นายปรีดี พนมยงค์ ทำให้ฝ่ายเสรีไทย เริ่มส่งวิทยุไปยังกองทัพอังกฤษที่อินเดีย ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ทำให้หน่วยทหารจากอังกฤษและสหรัฐฯ สามารถเล็ดลอดเข้ามาปฏิบัติงานในแผ่นดินไทยได้สะดวกขึ้น ในการทิ้งระเบิดของอังกฤษ นายป๋วยได้ประสานติดต่อกับอังกฤษ แจ้งพิกัดไม่ให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดพระบรมมหาราชวัง ตลอดจนวังต่างๆ ทางอังกฤษก็ได้ตอบรับ ทำให้สถานที่สำคัญเหล่านี้ สามารถอยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้

ปลายสงครามโลกครั้งที่สอง นายปรีดีส่งนายป๋วยกลับไปอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไปเจรจาให้รัฐบาลอังกฤษ ยอมรับว่าขบวนการเสรีไทย เป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทย ทำนองเดียวกับที่สหรัฐได้รับรองมาก่อนแล้ว และเจรจาให้อังกฤษ ยอมปล่อยเงินตราสำรอง ที่รัฐบาลไทยฝากไว้ที่ธนาคารกลางอังกฤษ

เมื่อสงครามโลกยุติ นายป๋วยได้รับยศพันตรีแห่งกองทัพบกอังกฤษ ได้เป็นหนึ่งในผู้แทนไทย เดินทางไปเจรจาทางการทหาร และการเมืองกับฝ่ายอังกฤษ ที่นครแคนดี ประเทศศรีลังกา ได้ร่วมกับเสรีไทยจากอเมริกาอารักขา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระอนุชาที่กัลกัตตา จากนั้น นายป๋วยก็คืนยศทหารแก่กองทัพอังกฤษ แล้วกลับไปแต่งงานกับ มาร์กาเร็ต สมิท ในปี พ.ศ. 2489 และเรียนต่อระดับปริญญาเอก ที่ มหาวิทยาลัยลอนดอน
บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
Leeds01
Hero Member
*****

Love: 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1862



« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2010, 07:44:22 AM »


งานด้านการเงิน การคลัง

ปี พ.ศ. 2491 ป๋วยได้เรียนสำเร็จปริญญาเอก โดยใช้เวลาสามปีทำวิทยานิพนธ์ "เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการควบคุมดีบุก" แต่เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศไทย นายปรีดี พนมยงค์ ถูกทหารทำรัฐประหาร ทำให้สถานการณ์ไม่ปลอดภัย ทางญาติขอให้ป๋วยยังไม่ต้องรีบกลับมา
 
เมื่อครั้งดำรงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2492 ดร.ป๋วย ก็เดินทางกลับประเทศไทย บริษัทห้างร้านต่างๆ จำนวนมากทั้งในและนอกประเทศ ต้องการตัวดร.ป๋วยไปทำงานโดยเสนอให้เงินเดือนสูงๆ แต่ในที่สุด ดร.ป๋วย ก็เลือกที่จะรับราชการ เนื่องจากถือว่า ตนเองนอกจากจะเกิดเมืองไทย กินข้าวไทยแล้ว ยังได้รับทุนเล่าเรียนรัฐบาลไทย คือเงินของชาวนาชาวเมืองไทย ไปเมืองนอกแล้วผูกพันใจว่าจะรับราชการไทยด้วย

ดร.ป๋วย เข้ารับราชการครั้งแรกในตำแหน่งเศรษฐกร กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้รับเงินเดือน ประมาณ 1,600 บาท สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังอยู่ในสภาพฟื้นตัว ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 ดร.ป๋วย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยฝ่ายวิชาการของปลัดกระทรวงการคลัง และกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย จนถึงปี พ.ศ. 2496 ดร.ป๋วย ก็ได้รับแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีส่วนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งมีปัญหามากในสมัยนั้น กลับมีเสถียรภาพมากขึ้น นักธุรกิจมั่นใจค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศ ทำให้ราคาสินค้าลดลง และเงินสำรองระหว่างประเทศก็ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2496 คณะรัฐมนตรีมีมติ ให้ ดร.ป๋วย พ้นจากตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไปรับราชการเป็นผู้เชี่ยวชาญการคลัง กระทรวงการคลัง เนื่องจาก ดร.ป๋วย ปฏิเสธการที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องการซื้อ สหธนาคารกรุงเทพจำกัด แต่เนื่องจากธนาคารแห่งนั้น กระทำผิดระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย และกำลังถูกปรับเป็นเงินหลายล้านบาท จอมพลสฤษดิ์ ขอให้ ดร.ป๋วย ยกเลิกการปรับ แต่ ดร.ป๋วย ปฏิเสธ และยืนกรานให้คณะรัฐมนตรีปรับธนาคารแห่งนั้น ในที่สุดคณะรัฐมนตรี ก็ปฏิบัติตามข้อเสนอของ ดร.ป๋วย

ต่อมา พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็พยายาม เสนอให้บริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตนเองมีผลประโยชน์อยู่ด้วย เป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตรไทยแทน บริษัท โทมัส เดอลารู, คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ดร.ป๋วยเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ดร.ป๋วย ตรวจพบว่า บริษัทดังกล่าวฝีมือไม่ดี ปลอมง่าย และมีชื่อเสียงในการวิ่งเต้น จึงไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอให้เป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตร จึงทำรายงานเสนอ ให้ใช้ บริษัทโทมัส เดอลารูตามเดิม แต่ถ้าหากจะตัดสินใจให้บริษัทอเมริกันเป็นผู้พิมพ์ธนบัตร ก็จะออกจากราชการ คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของ ดร.ป๋วย, เหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้แก่ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นอย่างมาก ผู้มีอำนาจในประเทศขณะนั้น ต่างไม่พอใจ ดร.ป๋วย เพื่อความปลอดภัย พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้ให้ ดร.ป๋วย ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการคลัง ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2499 และยังได้เป็นผู้แทนไทย ประจำคณะมนตรีดีบุกระหว่างประเทศ มีผลทำให้ ไทยสามารถขายแร่ดีบุก เป็นสินค้าออกสำคัญของประเทศได้มากขึ้น

ปี พ.ศ. 2502 จอมพลสฤษดิ์ ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง จอมพลสฤษดิ์ได้ให้ ดร.ป๋วย กลับเมืองไทยเข้ามาช่วยงาน ต่อมาเมื่อ นายโชติ คุณะเกษม ลาอกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จอมพลสฤษดิ์ได้โทรเลขไปถึง ดร.ป๋วย ซึ่งกำลังประชุมคณะรัฐมนตรีดีบุกโลกที่กรุงลอนดอน เสนอให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ ดร.ป๋วย ปฏิเสธไปว่า ไม่ขอรับตำแหน่งนี้ เพราะเมื่อตอนเข้าเป็นเสรีไทย ได้สาบานไว้ว่า จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ จนกว่าจะเกษียณอายุราชการ เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้หวังแสวงหาผลประโยชน์จากการเป็นเสรีไทย เมื่อ ดร.ป๋วย กลับจากอังกฤษ จอมพลสฤษดิ์ก็แต่งตั้ง ให้ ดร.ป๋วย เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อีกตำแหน่งหนึ่ง ดร.ป๋วย จึง ควบคุมทั้งนโยบายด้านการเงิน การคลังและ งบประมาณของประเทศ ในขณะที่อายุได้ เพียง 43 ปี นอกจากนั้น ดร.ป๋วย ยังมีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันให้มี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการสภาพัฒน์ เป็นกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ

แม้ว่า ดร.ป๋วย จะมีตำแหน่งที่สูง แต่ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ชอบนุ่งกางเกงเวสต์ปอยต์มาทำงาน ไม่มีชุดดินเนอร์แจ็กเกตเป็นของตนเอง ชอบกินก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้มกุ๊ย และเต้าฮวย




ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 12 ปี นับเป็นผู้ว่าการที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด ตลอดสมัยที่ ดร.ป๋วย เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นสมัยที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยปลอดจากการเมืองมากที่สุด และเป็นยุคที่สามารถรักษาเสถียรภาพเงินตรา ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง เงินบาท ได้รับได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งในและนอกประเทศ ทำให้มีการค้าขายและการลงทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเงินทุน สำรองระหว่างประเทศก็เพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่มขยายสาขาออกไปสู่ภูมิภาค สามารถจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรได้สำเร็จ ไม่จำเป็นต้องไปพิมพ์ธนบัตรในต่างประเทศ มีการอออกพระราชบัญญัติ ธนาคารพาณิชย์ปี พ.ศ. 2505 ซึ่งถือเป็นแม่บทของธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนนำเทคนิคนโยบายทางการเงินที่ สำคัญๆ เช่น อัตราเงินสดสำรองอัตราส่วนลดมาใช้ และชักจูงให้ธนาคารปฏิบัติตามกฎระเบียบ อันจำเป็นต่อการ เสริมสร้างความมั่นคงในระบบการธนาคาร และอนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์เปิดสาขามากขึ้น และขยายไปทั่วราชอาณาจักร ทำให้กิจการธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

ปี พ.ศ. 2507 ดร.ป๋วย ได้กล่าวสุนทรพจน์ของสมาคมธนาคารไทย เพื่อเตือนสติผู้มีอำนาจ มีใจความว่า จอมพล ถนอม นายกรัฐมนตรีผู้มีคำขวัญประจำใจว่า "จงทำดี จงทำดี จงทำดี" มีนโยบายไม่เห็นด้วยที่รัฐมนตรีจะไปยุ่งเกี่ยว กับ "การค้า" แต่ทำไมจึงมีรัฐมนตรีบางคนไปเป็นกรรมการในธนาคารต่างๆ หรือเป็นเพราะว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่ "การค้า" ชนิดหนึ่ง กลอนนั้นมีข้อความว่า

 ยังจนในไม่รู้อยู่ข้อหนึ่ง จอมพล ถ ท่านแถลงแจ้งเป็นเรื่อง

ท่านปรารมภ์ผมก็เห็นเด่นประเทือง ว่าใครเฟื่องเป็นผู้ใหญ่ในราชการ

ตัวอย่างเช่นเป็นรัฐมนตรี ไม่ควรมีการค้ามาสมาน

อย่าเกี่ยวข้องเที่ยวรับทำเป็นกรรมการ สมาจารข้อนี้ดีจริงเจียว

ผมสงสัยไม่แจ้งกิจการค้า หมายความว่ากิจการใดบ้างยังเฉลียว

กิจการธนาคารท่านผู้ใหญ่จะไม่เกี่ยว หรือจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่นับค้า
 
สุนทรพจน์นี้เป็นที่กล่าวขานกันทั่ว ในยุคสมัยรัฐบาลทหาร ดร.ป๋วย เป็นข้าราชการผู้ใหญ่คนเดียวที่กล้าวิจารณ์ นักการเมือง รัฐมนตรี และนายทหารชั้นสูง ที่มักเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานหรือกรรมการธนาคารต่างๆ เพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว เมื่อจอมพลถนอมทราบความ ก็ยินยอมลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่มีรัฐมนตรีคนใดลาออกตาม


งานด้านการศึกษา

ปี พ.ศ. 2507 ดร. ป๋วย เข้ารับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจะลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ถูกนายกรัฐมนตรียับยั้งไว้ ขณะนั้นคณะเศรษฐศาสตร์ มีอาจารย์ประจำเพียงสี่คน อาจารย์ป๋วยจึงเร่งผลิตอาจารย์ โดยประกาศรับสมัครคนรุ่นใหม่ แล้วหาทุนส่งไปเรียนต่างประเทศ ทำให้คณะเศรษฐศาสตร์เติบโตขึ้น ภายในเวลาเพียงสิบปี มีอาจารย์เพิ่มนับร้อยคน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอก



 
เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สิงหาคม พ.ศ. 2508 ดร. ป๋วย ได้รับ รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในคำประกาศเกียรติประวัติ มีข้อความตอนหนึ่งว่า "บุคคลสำคัญ ผู้แสดงบทบาทอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยมีเสถียรภาพการเงินควบคู่กันไป นายธนาคารระหว่างประเทศ ยกย่องว่านายป๋วยเป็น ผู้ว่าการธนาคารกลางที่มีความสามารถดีเด่นคนหนึ่งของโลก ... การกระทำของนายป๋วยยังเป็นแรงบันดาลใจ สำหรับข้าราชการผู้ขยันขันแข็ง นายป๋วยผู้ถือได้ว่า ความเรียบง่าย คือความงาม และความชื่อสัตย์สุจริต คือคุณความดีสูงสุดของชีวิตข้าราชการ เป็นหลักประจำใจซึ่งยึดถือมาช้านาน และได้เผยแพร่กับเพื่อนร่วมงาน ด้วยว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ผู้แสวงหาความจริง และผู้ใช้วิชาชีพ จะต้องไม่เป็นเพียงผู้ที่คอยเรียนรู้อยู่เสมอ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น หากยังต้องมีความชื่อสัตย์สุจริต และต้องแสดงให้ปรากฏออกมาถึง ความชื่อสัตย์สุจริตนั้นอย่างเพียงพอ ที่จะเรียกร้องให้ผู้อื่นมีความชื่อสัตย์สุจริตด้วย"

ปี พ.ศ. 2510 ดร. ป๋วย ได้ร่วมกับเพื่อนนักธุรกิจ นักการเงิน นักการเมือง และเชื้อพระวงศ์ร่วมก่อตั้ง มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่า เป็นโครงการพัฒนาชนบทแห่งแรกขององค์กรพัฒนาเอกชน โดยได้แนวคิดจาก ดร. วาย เยน ที่มีแนวคิดว่า การพัฒนาชนบทและการพัฒนาคุณภาพของคน จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยการส่งเสริม การพึ่งตนเอง การร่วมมือกันของชาวบ้าน การศึกษา การอนามัย การอาชีพ. แนวทางของมูลนิธิบูรณะชนบทฯ ในการทำงานกับชาวบ้านคือ "ไปหาชาวบ้าน อยู่กับเขา เรียนรู้จากเขา วางแผนกับเขา ทำงานกับเขา เริ่มจากสิ่งที่เขารู้ สร้างจากสิ่งที่เขามี สอนโดยชี้ให้เห็น เรียนจากการทำ..." โครงการของมูลนิธิบูรณะชนบท ดำเนินการอยู่ในเขตจังหวัดชัยนาทเป็นหลัก ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากชาวบ้านที่นั้น เคยช่วยชีวิต ดร. ป๋วย เมื่อครั้งเป็นเสรีไทย

ปี พ.ศ. 2513 อาจารย์ป๋วยได้ลาพัก ไปสอนที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อเรียนรู้เรื่องมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ให้ทันการณ์ โดยรับเงินเดือนจากธนาคารชาติดังเดิม แต่ขอให้มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันจ่ายเงินเดือนอันท่านพึงจะได้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย นับว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำไร

ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2514 ดร. ป๋วย ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมเวลาที่ ดำรงตำแหน่ง 12 ปี 2 เดือน 4 วัน จึงมารับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์อย่างเต็มตัว เพื่อต้องการทุ่มเทให้ กับการศึกษาอย่างจริงจัง และได้ลาไปสอนพิเศษและทำวิจัยอีกครั้งที่ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร

วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจตัวเอง อาจารย์ป๋วยได้เขียนจดหมายฉบับประวัติศาสตร์จากอังกฤษ โดยใช้ชื่อ นายเข้ม เย็นยิ่ง (ชื่อรหัสสมัยเป็นเสรีไทย) จดหมายฉบับนี้ เขียนถึงผู้ใหญ่บ้านชื่อ ทำนุ เกียรติก้อง ซึ่งหมายถึงจอมพลถนอม เรียกร้องให้จอมพลถนอมซึ่งยึดอำนาจการปกครอง คืนเสรีภาพประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ข้อความในจดหมายตอนหนึ่งว่า "ได้โปรดเร่งรัดให้มีกติกาหมู่บ้านขึ้นเถิดโดยเร็วที่สุด ในกลางปี 2515 นี้หรืออย่างช้าก็อย่าให้ข้ามปีไป โปรดอำนวยให้ชาวบ้านไทยเจริญมีสิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธรรม สามารถเลือกตั้งสมัชชาขึ้นโดยเร็ว" จดหมายฉบับนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอำนาจเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์ป๋วยถือว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนแรก ที่กล้าลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์เผด็จการทหารอย่างตรงไปตรงมา ทำให้อาจารย์ป๋วยต้องลาออกจากตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ในระหว่างที่สอนหนังสือที่เคมบริดจ์

ปี พ.ศ. 2516 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังครบวาระ และยืนยันว่าจะไม่รับตำแหน่งต่อ อาจารย์และนักศึกษาได้มีประชามติ ให้อาจารย์ป๋วยเป็นอธิการบดีคนต่อไป ในระหว่างวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ อาจารย์ป๋วยได้เดินทางกลับมาเมืองไทย ได้เข้าพบ จอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร อาจารย์ป๋วยได้ถามผู้มีอำนาจทั้งสองว่า จะขัดข้องไหม ถ้าหากท่านจะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ต้องการให้รับตำแหน่ง เพราะกลัวว่าอาจารย์ป๋วยจะใช้พลังนักศึกษา เป็นพลังต่อต้านรัฐบาล

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ภายหลังรัฐบาลทหารถูกขับไล่ออกไป อาจารย์ป๋วยได้รับแต่งตั้งให้ เป็นประธานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ŭ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2010, 03:53:56 PM โดย Leeds01 » บันทึกการเข้า

--------------------------------------------------------

นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน

ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง

ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน

เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
หน้า: 1 2 »   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Design By simply sibyl And Free Forum Hosting
Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.454 วินาที กับ 22 คำสั่ง