|
|
|
Leeds01
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 04:26:27 PM » |
|
ดีครับ คุณbuatong
มีเรื่องเล่ามากมาย กระทู้นี้ดังแน่!
ทราบใช่ไหมครับ ว่าดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย 4 ครั้ง
"ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางจากสิงคโปร์เข้ามายังประเทศไทยเป็นครั้งที่ 4 และได้รับการต้อนรับจากสมาชิกถงหมินฮุ่ยอย่างอบอุ่น ดร. ซุนยัตเซน ได้แสดงปาฐกถาเพื่อแสวงหาการสนับสนุนในซอยแห่งหนึ่งย่านเยาวราชข้าง ๆ โรงภาพยนตร์ศรีราชวงศ์ ในเวลาต่อมา คนจีนโพ้นทะเลในไทยขนานนามซอยดังกล่าวว่า “ซอยปาฐกถา” หลังจากพำนักในไทยนาน 24 วัน ดร. ซุนยัตเซน ได้ออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2451" -kib Monday, 27 July 2009 16:41
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2010, 04:51:36 PM โดย Leeds01 »
|
บันทึกการเข้า
|
--------------------------------------------------------
นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน
ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง
ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน
เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
|
|
|
|
Leeds01
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 04:45:26 PM » |
|
Written by kib Monday, 27 July 2009 16:41
หลังจากที่ไทยได้ยกเลิก “การส่งบรรณาการเพื่อการค้า” กับจีนในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2396 การติดต่ออย่างเป็นทางการระหว่างไทยกับจีนก็ได้ยุติลง แต่การค้าขายและการติดต่อในระดับประชาชนยังคงดำเนินต่อ มีคนจีนอพยพมาประกอบอาชีพในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งนี้เพราะในประเทศจีนเอง จักรพรรดิแมนจูของราชวงศ์ชิงอ่อนแอ ทำสงครามแพ้อังกฤษและฝรั่งเศสและมหาอำนาจตะวันตกอื่น ๆ อีกทั้งต้องปราบปรามกบฏภายในหลายครั้ง เกิดสภาพข้าวยากหมากแพงในจีนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ ชาวจีนจึงหาทางอพยพไปหางานนอกประเทศ อีกทั้งการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศไทยกับเมืองท่าของจีนตอนใต้ได้พัฒนาขึ้น มีเรือกลไฟของบริษัท Bangkok Passenger Steamer Company แล่นรับส่งผู้โดยสารเป็นประจำระหว่างเมืองซัวเถาและเมืองท่าอื่น ๆ ทางตอนใต้ของจีนกับกรุงเทพตั้งแต่ พ.ศ. 2429 ทำให้คนจีนอพยพมาอยู่เมืองไทยมากขึ้น
ชุมชนจีนโพ้นทะเลในสยามหรือประเทศไทยนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทั้งนี้เพราะชาวจีนได้อพยพหลบหนีความแร้นแค้น ตลอดจนความอดอยากหิวโหยและภยันตรายต่าง ๆ จากอำเภอชานโถว (ซัวเถา) เฉาโจว (แต้จิ๋ว) โผ่วเล้ง และเท่งไฮ้ในมณฑลกว่างตง มาแสวงหาความสงบสันติและความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในประเทศไทย ด้วยเสื่อผืนเดียวและหมอนหนึ่งใบ ชาวจีนอพยพเหล่านี้ละทิ้งครอบครัวรวมทั้งภรรยาและบุตรมาแสวงหาโชคและชีวิต ที่ดีกว่า หลายคนประสบความสำเร็จจากความอุตสาหพยายามและอดทน จากแรงงานขนข้าวสารมาเป็นหัวหน้าคนงานและเจ้าของโรงสีในบั้นปลาย หรือจากพ่อค้าหาบเร่มาขายของในร้านชำเล็ก ๆ และกลายมาเป็นเจ้าของห้างที่นำสินค้าจากต่างประเทศ บางคนแต่งงานกับผู้หญิงไทย แต่ก็รับภรรยาและลูก ๆ จากหมู่บ้านในจีนให้มาอยู่ด้วยกันในครอบครัวที่กรุงเทพฯ ชาวจีนอพยพเหล่านี้มักได้รับการอุปถัมภ์จากคนจีนอพยพรุ่นก่อน ๆ ที่มีสกุลเดียวกัน หรือมาจากหมู่บ้านอำเภอเดียวกันในจีน ความอุปถัมภ์ช่วยเหลือทั้งในด้านการงานและการเงิน ทำให้ชาวจีนอพยพสามารถหลุดพ้นจากความยากจนและสร้างฐานะได้ในเวลาไม่นาน หลายคนส่งเงินกลับไปช่วยเหลือญาติพี่น้องในประเทศจีน และติดตามข่าวสารทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองจีน
ความอ่อนแอของราชวงศ์ชิงภายใต้จักรพรรดิชาวแมนจูและความอัปยศจากความพ่ายแพ้ ในสงครามกับจักรวรรดินิยมตะวันตก ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลในที่ต่าง ๆ เห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจีน ดร. ซุนยัตเซน เป็น ผู้เรียกร้องให้โค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชภายใต้ราชาวงศ์ชิง และสถาปนาสาธารณรัฐจีนที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ดร. ซุนยัตเซนได้เดินทางมายังชุมชนจีนโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป เพื่อเผยแพร่ความคิด แสวงหาการสนับสนุน ดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย 4 ครั้ง
ประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2446 ในปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ดร. ซุนยัตเซนได้เดินทางจากเวียดนามมาถึงกรุงเทพฯ นับเป็นการเดินทางมายังประเทศไทยครั้งแรก ดร. ซุนยัตเซน ได้พบผู้นำจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย เช่น เซียวฝอเฉิง และเฉินยี่หรู เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใน จีน ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2446 ดร.ซุนยัตเซน ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปญี่ปุ่น
อีกสองปีต่อมาในวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2448 ดร.ซุนยัตเซน ได้ก่อตั้งสมาคมปฏิวัติ “ถงหมิงฮุ่ย” ที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นฐานในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจีน โดยประกาศหลักการ “ไตรประชา” คือ ประชาชาติ (หมิงจู่) ประชาสิทธิ (หมินฉวน) และประชาชีพ (หมินเซิง) และได้เดินทางไปจัดตั้ง “ถงหมิงฮุ่ย” ในชุมชนจีนโพ้นทะเลในเวียดนามและที่อื่น ๆ ต่อมาราวต้นปี พ.ศ. 2449 ดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางมายังประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 และพำนักกับ “หลินเหวินอิง” ชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เพื่อพบปะกับผู้นำชาวจีนโพ้นทะเลในไทย รวมทั้งนายเซียวฝอเฉิง (เซียวฮุดเสง สีบุญเรือง) ขอความสนับสนุนต่อการปฏิวัติต่อการเปลี่ยนแปลงในจีน และได้ก่อตั้ง “ถงหมิงฮุ่ย” สาขาสยามด้วย โดยมี เซียวฝอเฉิง (เซียว ฮุดเสง สีบุญเรือง) เป็นหัวหน้าสาขา
ราวต้นปี พ.ศ. 2451 ดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางมายังประเทศไทยเป็นครั้งที่ 3 เพื่อรวบรวมเงินสนับสนุนเพื่อไปทำการปฏิวัติ และออกเดินทางต่อไปยังเวียดนาม สิงคโปร์ ปีนัง ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน ดร. ซุนยัตเซน ได้เดินทางจากสิงคโปร์เข้ามายังประเทศไทยเป็นครั้งที่ 4 และได้รับการต้อนรับจากสมาชิกถงหมินฮุ่ยอย่างอบอุ่น ดร. ซุนยัตเซน ได้แสดงปาฐกถาเพื่อแสวงหาการสนับสนุนในซอยแห่งหนึ่งย่านเยาวราชข้าง ๆ โรงภาพยนตร์ศรีราชวงศ์ ในเวลาต่อมา คนจีนโพ้นทะเลในไทยขนานนามซอยดังกล่าวว่า “ซอยปาฐกถา” หลังจากพำนักในไทยนาน 24 วัน ดร. ซุนยัตเซน ได้ออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2451
ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยได้รวบรวมเงินบริจาคส่งไปให้ ดร. ซุนยัตเซน เพื่อทำการปฏิวัติเป็นจำนวนเงินหลายพันหลายหมื่นหยวน กระแสชาตินิยมในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลได้ทวีความเข้มข้น ทางการของไทยค่อนข้างกังวลต่อบทบาททางการเมืองของจีนโพ้นทะเล จึงพยายามกดดันและจำกัดบทบาทของ ดร. ซุนยัตเซน ต่อมาใน พ.ศ. 2452 รัฐบาลราชวงศ์แมนจูของจีนได้ออกกฎหมายสัญชาติฉบับแรกขึ้นเพื่อให้ชาวจีนถือ สัญชาติตามสายเลือด โดยไม่คำนึงถึงสถานที่เกิดหรือสัญชาติอื่น นโยบายดังกล่าวได้ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลมีความรู้สึกชาตินิยมมากขึ้นและพยายาม รักษาเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มของตนเอง โดยการแยกตัวออกมาอยู่เฉพาะกลุ่ม อีกทั้งตั้งสมาคมการค้าและโรงเรียนสอนภาษาจีน ตลอดจนหนังสือพิมพ์ภาษาจีนขึ้นในไทย
ความรู้สึกชาตินิยมที่รุนแรงได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนจีนใน ประเทศไทยเริ่มตึงเครียด คนไทยไม่พอใจและต่อต้านการที่คนจีนติดธงก๊กหมินตั่ง หรือติดรูป ดร. ซุนยัตเซน ไว้ตามบ้านเรือนและร้านค้า เพราะไม่ปรารถนาให้คนชาติอื่นรวมทั้งคนจีนแสดงว่ามีอิทธิพลเหนือดินแดนไทย เมื่อคนจีนพากันนัดหยุดงานและธุรกิจการค้าในปลายรัชกาลที่ 5 ระหว่างวันที่ 1 – 3 มิถุนายน 2453 เพื่อประท้วงการที่รัฐบาลออกกฎหมายเพิ่มค่าภาษีรัชชูปการคนต่างด้าว ก็ยิ่งทำให้ความตึงเครียดในความรู้สึกระหว่างคนไทยและคนจีนทวียิ่งขึ้น
ในปี พ.ศ. 2454 หรือ ค.ศ. 1911 ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในจีน นั่นคือ การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้ราชวงศ์ชิงของแมนจู มาเป็นการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งนำโดย ดร. ซุนยัตเซน และต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของ “จีนใหม่” หรือ สาธารณรัฐจีน แนวคิดชาตินิยมตามหลักการ “ไตรประชา” (ซานหมินจู่อี้) ของ ดร. ซุนยัตเซน ได้แพร่หลายเข้ามาสู่ชาวจีนโพ้นทะเลในดินแดนต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย ก๊กหมินตั่งได้รับการจัดตั้งขึ้นมาแทนถงหมินฮุ่ย และเผยแพร่ความคิดประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย หลังการสิ้นพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหา+++องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยมและทรงตระหนักว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยส่วนใหญ่อยู่ในมือของคนจีน อีกทั้งคนจีนยังเพิ่มการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อไทยได้ พระองค์จึงพยายามปลุกความรักชาติ ภาคภูมิในชาติ และความเป็นไทย ในพระราชนิพนธ์ ต่าง ๆ ของพระองค์ เช่น เรื่องเมืองไทยจงตื่นเถิด พวกยิวแห่งบูรพาทิศ และโคลนติดล้อ
นอกจากนั้นพระองค์ยังได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่ค่อนข้างเข้มงวดต่อคนจีน เช่น ตราพระราชบัญญัติแปลงชาติ ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) พระราชบัญญัติเนรเทศ ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455) ซึ่งให้อำนาจแก่รัฐบาลในการเนรเทศคนต่างด้าวที่เป็นภัยต่อบ้านเมือง และพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456 เป็นต้น ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2458 ความตึงเครียดระหว่างคนไทยและคนจีนก็ลดลง อีกทั้งพระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้มีการผสมกลมกลืนระหว่างคนไทยและจีนตามธรรมชาติ มากกว่าการบีบบังคับด้วยกฎหมาย การแต่งงานระหว่างคนไทยและคนจีนจึงมีมากขึ้น มีการผสมกลมกลืนมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดระหว่างกัน คนไทยเชื้อสายจีนในรุ่นที่ 2 และ 3 เริ่มมีจำนวนมากกว่าจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาจากประเทศจีน
เมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหา+++เป็นประมุขใน พ.ศ. 2475 รัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่นานกิงได้พยายามติดต่อเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ได้มีการเจรจาหลายครั้งแต่ไม่อาจตกลงกันได้ ด้วยไทยเกรงว่ารัฐบาลจีนอาจแทรกแซงกิจการภายในของไทย โดยอาศัยชาวจีนโพ้นทะเลในไทยซึ่งมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอยู่ค่อนข้างมากในขณะนั้น ดังนั้น ไทยกับสาธารณรัฐจีนจึงมิได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน จนกระทั่งจีนถูกญี่ปุ่นรุกรานใน พ.ศ. 2480
ความขัดแย้งภายในแผ่นดินใหญ่จีนก็ส่งผลกระทบต่อชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย การต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างจีนก๊กหมินตั่ง (จีนชาตินิยม หรือ จีนคณะชาติ) ซึ่งตั้งรัฐบาลที่นานกิง โดยมีเจียงไคเชคเป็นประธานาธิบดี กับจีนกุงฉานตั่ง หรือพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตง มีการแข่งขันกันขยายอิทธิพลในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนที่สอนภาษาจีน รัฐบาลไทยได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงในชุมชนจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยอย่างใกล้ ชิด ต่อมาเมื่อจีนถูกญี่ปุ่นรุกราน ใน พ.ศ. 2480 จีนโพ้นทะเลในไทยได้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อญี่ปุ่นยึดครองประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 จนถึง พ.ศ. 2488 ในขณะเดียวกัน “ขบวนการเสรีไทย” ซึ่งเป็นขบวนการใต้ดินภายใต้การนำของนายปรีดี พนมยงค์ ก็ต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
--------------------------------------------------------
นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน
ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง
ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน
เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
|
|
|
Janitor
Mr.
Janitor
Hero Member
 
Love: 39
ออนไลน์
เพศ: 
กระทู้: 4240
บริการดูแล ปัดกวาด เช็ดถู
|
 |
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 11:04:58 PM » |
|
ขอบคุณคุณลีดส์ ที่กรุณามาช่วยเพิ่มเติมครับ  เอามาฝากด้วยคน คลิปชีวประวัติของ ดร.ซุน
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2010, 11:13:07 PM โดย Janitor »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Leeds01
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2010, 12:15:31 AM » |
|
="อ่างขาง"สังคมชั้นสูงกำลังทำอะไรให้กับประชาชนคนไทยในขณะนี้ ด้านสังคม อาญากรรมสูงขึ้นเป็นทวีคูณ โสเภณีเกลื่อนเมือง ยาเสพติดซื้อหาง่ายพอๆกับยาทัมใจ หวยใต้ดินขายแม้กระทั่งบนศาลขณะตัดสินคดีฯ ด้านความมั่นคง โจรใต้หนักหนาสาหัสนัก ระยะหลังมุ่งเน้นไปที่ข้าราชการเพียงอย่างเดียว ตายเป็นแบบหมวดหมู่ตายแบบไม่อ้างว้างเดียวดายเหมือนก่อน อย่างน้อยก็ครั้งละ2-3คน บาดเจ็บนับ10คนเกือบทุกวัน ล้วนเป็นทหารพรานทั้งนั้น หรือไม่ก็ไอ้เณรมาจากภาคเหนือภาคอีสาน ชายแดนด้านตะวันออก เส้นแบ่งเขตุแดนยังมีปัญหา ไม่รู้หลักหมุดอยู่ที่ไหนกันแน่ ใต้เขาพระวิหารพื้นดินเป็นของประเทศไทยแต่จะลึกแค่ไหนยังไม่รู้ได้มาร์คไม่ได้บอกเอาไว้ อาจจะทะลุไปอเมริกาใต้ก็เป็นไปได้ ที่ส่วนนั้นอาจเป็นของประเทศไทยน่าจะให้ศาลโลกช่วยชี้ขาดเรื่องนี้ด้วย สมบัติทางธรรมชาติในทะเลเผลอๆอาจกลายเป็นเรื่องตลกที่ครั้งหนึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นของเรา ด้วยการโยงเส้นที่คิดว่าเป็นมุมฉากออกจากชายฝั่ง แล้วทะลุเกราะกรูดออกไป แต่แผนที่ใน **เกิล กลับไม่ใช่เป็นของประเทศเพื่อนบ้านล้วนๆเพียงลำพัง ถ้าแม้ได้มีการฟ้องร้องกันขึ้นเราอาจจะเสียไปทั้งหมด เพราะความโง่ของผู้ปกครองชุดนี้เองไปยกเลิก ข้อตกลงปี2543 ที่มีผลประโยชน์ทางทะเลร่วมกัน
ชายแดนด้านทิศตะวันตก แค่กะเหรี่ยงรบกับพม่า คนไทยยังไม่อาจรู้ได้เลยว่า แท้จริงมันแย่งดินแดนกันหรือมันแย่งพื้นที่ขายยาเสพติดกันแน่ มีข่าวไม่ค่อยดังออกมาว่าสงครามครั้งนี้เหตุที่กะเหรี่ยงมีอาวุธรบกับพม่าได้ก็เพราะนายทุนใหญ่ของไทย ผู้ค้ายาเสพติดซะเองเป็นผู้ส่งอาวุธให้ นี่ซิแน่จริง งบประมาณปีนี้กลาโหมได้ไปหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท แถมโบนัสอีกห้าพันล้านบาทช่วงสงคราม สไนเปอร์เจอกับหนังสติ๊ก ค่าจ้างยิงคนไทยด้วยกันตายกว่าร้อยศพ สาหัสอีกสองพันคน จับขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกนับไม่ถ้วน เรือเหาะก็ไม่ต้องเหาะให้เห็น จีที200ก็ไม่ต้องตรวจสอบหาผู้โกงกิน รับกันสบายสบาย รวยครบถ้วนทั่ว
ด้านการศึกษา เรียนฟรีกันสนุกสนานเหลือเกินในหน้าจอทีวี แต่ที่แน่ๆผู้ปกครองออกมาโวยทางสื่อทุกวัน ไม่เห็นมันฟรีตรงไหนยังคงต้องจ่ายเหมือนเดิม แถมเงิน**้ กยศ.ใครได้**้ยืมเรียนคล้ายถูกหวยเพราะมีโควต้าให้กับสถานศึกษาเอกชนที่เกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองซีกรัฐบาลเท่านั้น ส่วนสถานศึกษาของรัฐบาลเองมีจำนวนจำกัด พ่อแม่ไม่ล้มละลายอย่าหวังจะได้สิทธิ์นั้น
ด้านเศรษฐกิจ ภาคประชาชนความยากจนกำลังเบ่งบานคล้ายจะเป็นดอกเห็ด เกษตรกรทุกแขนงซึมลึกไปด้วยหนี้สิน ปัญหาที่ดินทำมาหากินควบคู่กับการครอบครองที่ดินของนายทุนกับนักการเมือง ผู้พิการขอโควตาสลากกินแบ่งฯ ชาวนาเดือดร้อนเรื่องราคาข้าว น้ำนมที่มีค่าถูกว่าน้ำดื่ม นายทุนปิดโรงงานย้ายฐานไปผลิตที่เขมรและเวียดนาม คนชั้นปานกลางต้องชักเนื้อตกงานเป็นทิวแถว ไม่จนด้วยรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่รู้จนด้วยรัฐบาลชุดไหนอีกแล้ว
ด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ใครจะได้เป็นแชมป์บอลโลก รู้กันไปหมดเก่งกันทุกคน นายกฯยังเป็นเกจิกับเขาด้วยทำนายทีไรเซียนบอลหัวเราะชอบใจทุกที อีกแล้วอีกแล้ว โต๊ะพนันรวยอีกแล้ว แค่ซีเกมส์ฟุตบอลไทยยังตกรอบแรก โธ่ โถ เซียนมาร์คนะเซียนมาร์ค การบินไทยขาดทุนย่อยยับเหตุเพราะปิดสนามบินไม่มีใครกล้าออกมาพูดความจริง เงินหายไปกว่าสองแสนล้านไม่มีใครเอ่ยถึง เพียงเพราะมาร์คอยากเป็นนายกฯแค่นั้น ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน เหตุให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศต้องยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศไทยหายไปกว่า80เปอร์เซ็นต์ ทุกโรงแรม ร้านอาหารขาดทุนย่อยยับไปกับตา ?ไฮซีซั่น?กลายเป็น ?ยายไฮซี้แล้วท่าน? ในทันที โทษไปโน่นเหตุเพราะมีม็อบออกมาประท้วง ทั้งที่ทั่วโลกมันก็มีม็อบทั้งนั้นไม่เห็นประเทศไหนเขาออกมาโทษม็อบกันเลย นักท่องเที่ยวก็ยังปกติเหมือนเดิม นักข่าวฝรั่งมาถ่ายทำข่าวม็อบประท้วง ยิงกะบาลมันซะเลยตายไปสองคนบาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน ฝรั่งอีกสองคนออกมาร่วมประท้วงบ้าง ไม่สนใจจับมันซ้อมยัดข้อหาผู้ก่อการร้าย โดนรุมจากสำนักข่าวต่างประเทศประณามจนรับไม่ไหว แล้วเป็นไงสุดท้ายหมดปัญญาแก้ตัว เอาเงินหลวงจ้างล็อบบี้ยีส สร้างภาพพจน์ให้กับประเทศ ง่ายดี
ทั้งหมดที่เป็นปัญหาอยู่นี้มีต้นเหตุอยู่สองอย่าง 1.มาร์คทำงานไม่เป็นโง่เขลากินไป ผู้ปกครองอำมหิตเกินกว่ามนุษย์ เห็นประชาชนเป็นแค่ผักปลา 2.เพราะการประกาศ ?พรก.ฉุกเฉิน?
ถ้าวิเคราะห์กัน ถามว่า..รัฐบาลรู้ไหม ต้องตอบว่า..รู้อยู่แก่ใจ ถามว่า..ทำไมรู้แล้วจึงไม่ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน ต้องตอบว่า.. ขืนยกเลิกในตอนนี้ สารพัดม็อบกำลังจะออกมาเคลื่อนไหวแล้วรัฐบาลจะรับมือไหวหรือ ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังไม่ต้องกินต้องนอนกันแล้ว 1.ม็อบโรงงานที่ถูกไล่อออกจากงาน มีเท่าไร ออกมาประท้วงแน่ 2.ม็อบชาวนา ที่ขายข้าวไม่ได้ราคาจะออกมาอีกเท่าไร 3.ม็อบชาวไร่อ้อย ที่น้ำตาลมีราคาสูงแต่ขายอ้อยไม่ได้ราคา จะออกมาอีกเท่าไร 4.ม็อบ ผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม โดนแน่ทั้งมาบตาพุด ทั้งเขาใหญ่ ทั้งเขาสอยดาว ฯลฯ 5.ม็อบที่ดินทำกิน ราชบุรี สตูล กระบี่ อีสานทั้งภาคเตรียมตัวกันมานานแล้ว รวมถึงที่ดินนายทุนครองครองบนเกาะสมุย จะออกมากันอีกกี่หมื่นกี่แสนคน 6. ม็อบคนพิการ อั้นไว้นานแล้ว ครั้งนี้ออกมาก่อนเพื่อนแน่ๆ 7.ม็อบคนเสื้อแดง ไม่ต้องพูดถึงครั้งนี้จะออกมาในแนวไหน ทำกับเขาไว้อย่างไร ผลกรรมนั้นโดนเอาคืนแน่ ทั้งบู้ทั้งบุ๋น ทั้งลับทั้งสว่าง ทั้งหนักทั้งเบา ทั้งรุนแรงทั้งนิ่มนวล อีก100อีก1000เว็บไซด์จะเกิดอย่างต่อเนื่อง ดูไม่จืดแน่นอน สิบก๊กสิบเหล่ามีเป้าหมายเดียวกันหมด
ทั้งหมดทั้งปวงเมื่อคิดซาระตะแล้ว มันจึงเลิกพรก.ฉุกเฉินไม่ได้ เพราะถ้าเลิกประชาชนที่แปลว่าประชานและประชาชนที่แปลว่าผู้ก่อการร้าย จะออกมากันอีกแน่นอน ครั้งนี้จะอ้างอะไรได้อีกที่จะประกาศ พรก.ฉุกเฉิน สู้ไม่อ้างดีกว่า หน้าด้านคงไว้เช่นนี้อีกต่อไป ตีกินกันไปเรื่อยทั้งงบประมาณและความอยู่รอดของตนเอง
ย่ามใจเหลือเกินสโลแกนออกมา ?ไม่ต้องคิดเลือก พนิช? เหมือนจะบอกว่า ?สิ้นคิดเลือก พนิช อย่างเดียว?
จะคอยดูผล "องค์การจัดระเบียบประเทศไทย" หรือ "TOO" (Thailand order organization) มีจุดประสงค์ที่ 1)โค่นล้มระบอบ*** และสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง, 2)สถาปนามิตรภาพกับประเทศในเครือข่ายอินโดจีน และร่ามกันสร้างภูมิภาคนี้ให้เป็นภูมิภาคสันติ (โดย ชูพงษ์ เปลี่ยนระบอบ, 4 นาที, 13 ก.ค. 2553) http://www.4shared.com/audio/18OyHnrt/Chupongs_excerpt_TOO_Thailand_.html หรือ http://www.mediafire.com/?0mhnmdyhehgmizi
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
--------------------------------------------------------
นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน
ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง
ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน
เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
|
|
|
buatong
Global Moderator
Hero Member
   
Love: 11
ออฟไลน์
กระทู้: 1011
|
 |
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2010, 03:16:37 PM » |
|
ขอบคุณคุณ Leeds01 และคุณ Janitor ค่ะ ที่ช่วยเติมแต่งสีสันให้กระทู้
ที่สำคัญคือช่วยเติมข้อมูลให้
อยากจะแอบบอกว่า ทำไมพี่ถึงรัก ผูกพัน และอยากรู้ประว้ติท่านมาก
คุณพ่อพี่เป็นข้าราชการพรรคก๊กมินตั่ง ทำงานปฏิวัติร่วมกับ ดร.ซุน นะเนี่ย
ภายหลังเกิดปัญหาตามมามากมาย (พี่ไม่ทราบรายละเอียด) ก็เลยต้องหอบหิ้วลูกเมียหอพยพหนีคอมมิวนิสต์มาเมืองไทย
พี่มีอายุแค่ 45 วันเอง หลังจากนั้นไม่นาน คุณพ่อก็เสียชีวิต คุณแม่ก็ตรากตรำจนป่วยหนักเสียชีวิตไปอีกคน
พี่เลยรู้จากพี่ชายเพียงแค่นั้น
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 19, 2010, 03:19:09 PM โดย buatong »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Leeds01
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2010, 05:36:32 PM » |
|
ขอบคุณคุณ Leeds01 และคุณ Janitor ค่ะ ที่ช่วยเติมแต่งสีสันให้กระทู้
ที่สำคัญคือช่วยเติมข้อมูลให้
อยากจะแอบบอกว่า ทำไมพี่ถึงรัก ผูกพัน และอยากรู้ประว้ติท่านมาก
คุณพ่อพี่เป็นข้าราชการพรรคก๊กมินตั่ง ทำงานปฏิวัติร่วมกับ ดร.ซุน นะเนี่ย
ภายหลังเกิดปัญหาตามมามากมาย (พี่ไม่ทราบรายละเอียด) ก็เลยต้องหอบหิ้วลูกเมียหอพยพหนีคอมมิวนิสต์มาเมืองไทย
พี่มีอายุแค่ 45 วันเอง หลังจากนั้นไม่นาน คุณพ่อก็เสียชีวิต คุณแม่ก็ตรากตรำจนป่วยหนักเสียชีวิตไปอีกคน
พี่เลยรู้จากพี่ชายเพียงแค่นั้น
นับถือ! นับถือ!
ไม่เป็นไรครับ เรายินดีดูแลกระทู้นี้ให้
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
--------------------------------------------------------
นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน
ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง
ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน
เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
|
|
|
|
Leeds01
|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2010, 04:40:06 PM » |
|
เสื้อแดงระยองท่านใดมีโอกาส เชิญแวะเยี่ยมได้นะครับ
"มาร์ค"พาครอบครัวเที่ยวเสม็ด
24 กรกฎาคม 2553 เวลา 13:07 น.
นายกรัฐมนตรี พาครอบครัวเดินทางพักผ่อนที่เกาะเสม็ด ในช่วงวันหยุดยาว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อบันทึกรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาที ก่อนเปิดให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆ โดยภาายหลังการจัดรายการมีรายงานว่านายกรัฐมนตรีและครอบครัวจะไปพักผ่อนที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ในช่วงวันหยุดยาว 4 วันนี้ด้วย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
--------------------------------------------------------
นวมทอง ไพรวัลย์ วีรบุรุษแท้หนึ่งเดียว ของประชาธิปไตย เราต้องจดจำเขาชั่วกาลนาน
ทำไมทรราชย์กลัวประชาธิปไตยกับทักษิณ ของคู่กัน 2 อย่าง
ใช้รัฐธรรมนูญ2550 มาตรา3, 8, 10 และ112 เป็นเครื่องกดชี่ และทำร้าย ประชาชน
เราควรต้องกำจัดศัตรูปชช
|
|
|
|
|
|
|
|